สุขภาวะพระคริสตธรรมในอุดมคติ

เราอาจจําแนกการฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้พระเจ้าในสถาบันพระคริสตธรรมออกได้เป็น 3 ส่วน คือ การพัฒนาด้านวิชาการ (Academic development)

การพัฒนาด้านทักษะความสามารถ (Skill development)

และการพัฒนาด้านชีวิตจิตวิญญาณ (Spiritual development)

ทุกด้านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสําคัญต่อการรับใช้ การเติบโต และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลังจากสําเร็จการศึกษาแล้ว แต่การพัฒนาทั้งหมดนี้ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่พวกเขายังเป็นนักศึกษาอยู่

การฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้ในองค์รวมเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาสามารถเกิดผลในระยะยาวเป็น กระบวนการที่ไม่สามารถเร่งรัดมากเกินไปได้ โมเสสใช้เวลาถึง 80 ปีก่อนที่ท่านจะพร้อมสําหรับ ภารกิจที่มีระยะเวลา 40 ปี พระเยซูทรงใช้เวลากว่า 30 ปีก่อนที่พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจ นาน 3 ปีเศษ บรรดาอัครทูตผ่านการฝึกฝนอบรมจากองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาอย่างใกล้ชิด เป็นเวลาราว 3 ปีก่อนที่พวกเขาจะสามารถนําคริสตจักรที่ถือกําเนิดใหม่ได้ ถ้าหากเราปลูกถั่วงอก เราจะสามารถเห็นผลได้ในเวลาชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลระยะสั้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเราปลูก ต้นมะม่วง เราต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเห็นผล แต่เป็นผลต่อเนื่องติดต่อยาวนานเป็นปี ๆ การเร่งรัดเวลาในการฝึกฝนพัฒนามากเกินไป จึงอาจเปรียบได้เหมือนกับสิ่งที่เด็กในนิทานสอนใจ เรื่องหนึ่งทํา เขาเห็นว่าต้นข้าวที่พ่อปลูกไว้โตช้ามาก หลายวันแล้วยังมองไม่ชัดว่าโตแค่ไหน ดังนั้น ในเวลาบ่ายคล้อยเขาจึงลอบเข้าไปในที่นา และดึงต้นข้าวแต่ละต้นให้สูงขึ้น แต่แทนที่ต้นข้าวจะโต เร็วขึ้น บางต้นก็แคระแกรน บางต้นก็ลีบเล็ก และบางต้นก็ตายไป

ในพื้นที่ที่จํากัดของบทความนี้ ผมอยากจะแบ่งปันบางสิ่งที่ผมอยากเห็นเกิดขึ้นในสถาบันที่มี พันธกิจหลักในการฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้ จากประสบการณ์ของผมในการรับใช้เป็นอาจารย์ประจํา ราว 34 ปีในสถาบันพระคริสตธรรม 3 แห่งในประเทศไทย และเป็นอาจารย์พิเศษในพระคริสตธรรม อีกหลายแห่ง

ความฉาบฉวยและความลึก

เราอยู่ในยุคที่คนทำอะไร ๆ อย่างฉาบฉวยรวดเร็ว พอให้เสร็จ ๆ ไป เรามีสิ่งที่กึ่งสําเร็จรูปหรือ สําเร็จรูปอยู่มากมายที่คอยตอกย้ำวิถีชีวิตแบบนี้ เช่น บะหมี่ กาแฟ อาหารกล่อง เป็นต้น นอกจากนั้น ในชีวิตประจำวันเรามีสิ่งที่แทรกเข้ามาทำให้เราเสียสมาธิอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น Facebook Line หรืออีเมลจากอินเทอร์เน็ต ความสามารถในการจดจ่อของเราจึงสั้นลงเรื่อย ๆ บรรยากาศอย่างนี้ ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาพระคริสตธรรม (และอาจจะตัวของอาจารย์เอง) ไม่น้อยทีเดียว

ผมอยากเห็นนักศึกษาพระคริสตธรรมได้รับการพัฒนาให้มีความลึกมากขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น ในการเทศนาและการสอน ผมอยากให้พวกเขาได้รับการฝึกฝนให้สามารถปล้ำสู้เพื่อลงลึกในพระวจนะของพระเจ้า (Bible Engagement) ด้วยการให้ความสนใจกับรายละเอียดและเข้าใจ ความหมายของพระวจนะ ไม่ใช่เพียงแค่ใช้ข้อพระคัมภีร์มาแปะไว้ในคําสอนหรือคําเทศนาอย่าง ฉาบฉวยเท่านั้น หรือการอ้างอิงข้อพระคัมภีร์โดยไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่ตนอ้างอิง

ผมอยากเห็นนักศึกษาพระคริสตธรรมมีอาจารย์ผู้สอนเป็นพี่เลี้ยง (Coach Mentor) ของพวกเขา เมื่อพวกเขาประสบปัญหาในการพัฒนา อาจารย์มีเวลาให้กับพวกเขาเพื่อชี้แนะนําทาง เมื่อนักศึกษา ถึงทางตันในเรื่องที่ทำพวกเขามีอาจารย์ผู้ชํานาญในด้านนั้น ๆ เป็นป้ายชี้ทางให้ (Resource person) งานที่พวกเขาได้คืนมาจากอาจารย์ มีการประเมินที่ช่วยชี้ข้อผิดพลาดและวิธีในการพัฒนาแก้ไข เป็นต้น เพื่อจะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง อาจารย์จำเป็นต้องมีเวลาคุณภาพให้แก่นักศึกษา

เรือจะไม่สามารถลอยตัวสูงกว่าระดับน้ำฉันใด สมาชิกในคริสตจักรมักจะไม่สามารถไปไกลกว่า ผู้รับใช้ประจำคริสตจักรฉันนั้น ในทางกลับกัน ผู้รับใช้เหล่านี้จะไปได้ไกลมากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่ง ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่เขาอยู่ที่พระคริสตธรรม

ความสามารถในการคิด

เราอยู่ในยุคที่มีความคิดต่าง ๆ มากหลายที่ประเดประดังเข้ามาจากรอบทิศจากสังคมรอบตัวเรา ความคิดเหล่านี้มีทั้งที่เป็นประโยชน์ ที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์ และบางอย่างก็เป็นภัยต่อวิถีชีวิต ของคนที่เป็นสาวกของพระเยซู นอกจากนั้น ในหมู่คริสเตียนด้วยกันเอง มีความคิดและคําสอนต่าง ๆ มากมายในเรื่องสารพัดอย่างที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่แทบทุกคน เหมือนมีสื่อสาธารณะของตนเอง ที่พวกเขาสามารถเขียนหรือถ่ายวีดิทัศน์แสดงความคิดหรือคําสอน บางอย่างไว้บนในอินเทอร์เน็ตได้ อาจบางที่จะไม่มีช่วงใดในประวัติศาสตร์คริสตจักรไทยที่มีคําสอน ผิดเพี้ยนแปลกแยกไปจากหลักสำคัญของพระคัมภีร์มากเท่ากับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ นี่เป็นบรรยากาศที่นักศึกษาของเราจะเข้าไปรับใช้เมื่อพวกเขาสำเร็จการศึกษา

ผมจึงอยากเห็นนักศึกษาพระคริสตธรรมได้รับการฝึกฝนพัฒนาในการใช้ความคิดทั้งในการ วิพากษ์ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่มาถึงเขาเพื่อจะหาข้อสรุปที่เหมาะสม การพัฒนา เหล่านี้ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่เขายังเป็นนักศึกษาอยู่ ในเชิงปฏิบัติ สิ่งนี้มีนัยหลายอย่าง เช่น แทนที่อาจารย์ผู้สอนจะอ่านงานเขียนของนักศึกษาเพียงแค่ผิวเผินผ่าน ๆ แล้วให้คะแนน อาจารย์ควรจะอ่านอย่างละเอียดและมีปฏิสัมพันธ์กับงานของนักศึกษา เพื่อช่วยให้นักศึกษาเห็นข้อควรแก้ไขและ เรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้นของเขา นอกจากนั้น งานเขียนไม่ควรเป็นที่สุมความเห็นต่าง ๆ ของนักวิชาการหลาย ๆ คนโดยทิ้งไว้ลอย ๆ ไม่มีการประเมินความเห็นหรือข้อสรุปเหล่านั้นเลย รถยนต์กับกองอะไหล่อาจจะมีชิ้นส่วนเท่า ๆ กัน แต่รถยนต์เท่านั้นที่สามารถวิ่งได้ เพราะชิ้นส่วนเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่มาสุมรวมกันเท่านั้น แต่ได้รับการประสานกันเข้าอย่างเป็นระเบียบด้วย

คณาจารย์ที่เป็นแบบอย่างให้นักศึกษาทําตาม

วิธีการในการนําประชากรของพระเจ้าที่พันธสัญญาใหม่สอนไว้มี 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ การสอน ด้วยถ้อยคําและการเป็นแบบอย่างในสิ่งที่ตนสอน (เช่น 1 ทิโมธี 4:6, 11-16; 2 ทิโมธี 4:1-5; 1 โครินธ์ 4:16; 11:1; ฟีลิปปี 3:17 เป็นต้น) ทุกอย่างที่คณาจารย์ในพระคริสตธรรมทำหรือล้มเหลวในการทำ ล้วนแล้วแต่เป็นแบบอย่างและอิทธิพลต่อนักศึกษาทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสถาบันมีวันถืออดอาหารและอธิษฐาน แต่คณาจารย์ประจำมาบ้างไม่มาบ้าง นักศึกษาจะจดจํา อะไรจากประสบการณ์นี้? ถ้าคณาจารย์วางตัวห่างจากนักศึกษา ด้วยคิดว่านักศึกษาจะไม่เคารพนับถือถ้าใกล้ชิดพวกเขามากเกินไป นักศึกษาจะวางตัวอย่างไรเมื่อพวกเขาออกไปรับใช้ในบริบทของคริสตจักร? ถ้าคณาจารย์ไม่เคยเปิดเผยหรือแบ่งปันความอ่อนแอหรือการปล้ำสู้ของตนเลย นักศึกษาจะทำอย่างไร เมื่อเขาอยู่ในสถานการณ์ที่เผชิญกับปัญหา หรือความอ่อนแอบางอย่างเอง? ในส่วนนี้ มีคําพูดภาษาอังกฤษที่ว่า “Something is caught rather than taught” ซึ่งอาจถอดความได้ว่า “เราเรียนรู้บางอย่างด้วยการเห็นในชีวิตจริงมากกว่าด้วยการถูกสอน เท่านั้น” ก็เป็นจริงอย่างยิ่งทีเดียว

พระคริสตธรรมในประเทศไทยโดยรวมกันผลิตนักศึกษาออกมาปีละ 200-300 คน แต่นักศึกษาที่เราผลิตออกมานั้นมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใดเป็นคําถามที่ไม่มีใครรู้คําตอบที่แน่นอน สิ่งที่เรารู้ค่อนข้างแน่นอนก็คือ ปีแล้วปีเล่าคริสตจักรไทยก็ยังขาดผู้นําที่สามารถนําคริสตจักรให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง คําถามที่น่าคิดก็คือ ถ้าหากโรงเรียนแพทย์ฝึกฝนหมอผ่าตัดหัวใจด้วยความจริงจังเท่ากับความจริงจังที่เราฝึกฝนพัฒนานักศึกษาพระคริสตธรรมของเรา คุณจะยอมให้คนที่สําเร็จจากโรงเรียนดังกล่าวผ่าตัดหัวใจของคุณหรือไม่? เราอาจกล่าวได้ว่า ในบางแง่ของพันธกิจที่คริสตจักรทํานั้นสําคัญยิ่งกว่างานของหมอผ่าตัดหัวใจ เพราะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นนิรันดร์ ถ้าอย่างนั้น เราน่าจะลงทุนอย่างจริงจังกับสิ่งที่เราทํามากกว่าที่เป็นอยู่สักเท่าใด?

“Something is caught rather than taught
เราเรียนรู้บางอย่างด้วยการเห็นในชีวิตจริงมากกว่าด้วยการถูกสอนเท่านั้น”

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับสุขภาวะที่ดีฝ่ายจิตวิญญาณ (Spiritual Wellness) หน้า 4-7