สุขภาวะกับชีวิตสาวก

พระธรรมยอห์น 21:15-19

สิ่งที่ทุกคนปรารถนา คือเรื่องความสุขที่สมดุล (หรือสุขภาวะ) ซึ่งหมายถึงความสุขจากการมี สุขภาพดีทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ด้านความมั่นคงทางอารมณ์ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ ความสุขเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา รวมถึงสาวกของพระเยซูด้วย

“สุขภาวะกับชีวิตสาวก” เราอาจรู้สึกประหลาดใจกับบางคําสอนที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัส เช่น

“ถ้าผู้ใดใครตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา”

(มัทธิว 16:24)

ดูเหมือนผู้ติดตามพระเยซูกลับต้องรับความเจ็บปวด (แบกกางเขน) หรือพระเยซูเคยตรัสกับ สาวกที่ต้องการติดตามพระเยซูว่า

“หมาจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มี ที่ที่จะวางศีรษะ”

(มัทธิว 8:20)

เหมือนกําลังเตือนผู้ที่จะติตตามพระองค์ว่า จะพบกับความลําบาก ยังจะตามพระองค์อยู่ไหม? มองผิวเผิน เหมือนว่าพระเยซูไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาวะของสาวก (ความสุขของสาวก) สักเท่าไหร่ แต่แท้จริงไม่ใช่พระเยซูไม่อยากให้เรามีความสุขความสบาย แต่สิ่งที่สําคัญกว่าคือ การกลับสู่สุขภาวะที่แท้จริงและยั่งยืนกว่า คือการให้เรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าแล้วถึงนําเรากลับไปสู่สุขภาวะที่สมดุลอย่างแท้จริง

พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูสนทนากับเปโตรเพื่อนําให้เปโตรกลับสู่ความสัมพันธ์ ที่ถูกต้องกับพระองค์ หลังจากที่เขาได้ปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง ความรู้สึกต่าง ๆ ก็เข้ามาในชีวิต เขาร้องให้เป็นทุกข์อย่างมาก เขาคงรู้สึกแย่กับตัวเอง รู้สึกเสียใจ ตําหนิตัวเองที่ทําผิดพลาดอย่างมหันต์ เขาได้ทําสิ่งที่น่าละอายและโกหกหลอกลวง ความโศกเศร้าได้ถาโถมในใจของเขา เขาคงคิดว่า เขาได้ทําผิดอย่างที่อภัยให้ไม่ได้ ทางชีวิตที่เขาทุ่มเททั้งหมดนั้นมันพังทลายหมด และแน่นอนว่า ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เปโตรไม่มีความสุขเลย สําหรับพระเยซู พระองค์ปรารถนาให้เปโตร กลับมามีความสุข และความสุขที่สําคัญคือการกลับคืนดีกับพระเยซู กลับมาสู่วิถีทางที่เหมาะสม ตามที่พระองค์ทรงเรียก

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระคัมภีร์ตอนนี้มี 3 ประการที่ทําให้เรารู้ถึงพระคุณของพระเยซู ที่ช่วยให้เรา (สาวกพระเยซู) ได้มีสุขภาวะที่สมดุลอย่างยั่งยืน

1. พระเยซูทรงให้อภัย (ข้อ 15-17)

พระคัมภีร์ข้อ 15 ตอนต้น “เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตร…” ตอนนี้เป็นเหตุการณ์หลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย และพระเยซูได้มาพบกับสาวกเป็น ครั้งที่ 3 หลังจากที่สาวกขึ้นฝั่งจากการจับปลา และพระเยซูก็จัดเตรียมอาหารให้พวกเขา

เราจะสังเกตว่า พระเยซูไม่ได้ตรัสกับสาวกทั้งหลาย แต่เลือกตรัสกับเปโตรคนเดียว เปโตรเป็นใคร? เขามีความสําคัญอย่างไร? ปกติแล้วเราจะเห็นเปโตรเป็นคนมีนิสัยมุทะลุ ใจร้อน พูดจา ชวานผ่าซาก ตรงไปตรงมา ให้สัญญาหลายอย่างแต่ทําไม่ได้ ก่อนเหตุการณ์พระเยซูถูกจับ เปโตรเป็นคนที่หาญกล้า สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่มีวันละทิ้งพระองค์ไป แม้ทุกคนจะทิ้งพระองค์ แต่เขาจะไม่ทํา แม้ความตาย เขาก็จะไม่ทิ้งพระองค์ แต่ในที่สุด คืนที่พระเยซูถูกจับเปโตรได้ปฏิเสธพระองค์ 3 ครั้ง (18:15-1B, 25-27) เปโตรรู้ดีว่าเขาได้ทําให้พระเยซูเสียพระทัย เขาพ่ายแพ้ เขาล้มเหลวเขาร้องให้เป็นทุกข์ ถ้อยคําแห่งการปฏิเสธพระเยซูได้เป็นรอยแผลลึกลงในจิตวิญญาณของเขา เขาคงจะกลัวคําตําหนิและขาตสันติสุขในใจ

ในตอนนี้ เป็นโอกาสที่พระเยซูหันกลับมาสนใจเปโตร และพระองค์สนทนาเปิดใจกับเขาส่วนตัว พระองค์ไม่ได้มารื้อฟื้นเรื่องความผิดที่เปโตรปฏิเสธพระองค์ พระองค์ไม่ได้รอให้เปโตรมาสารภาพ ผิดกับพระองค์หรือมาขอคืนดีกับพระองค์ แต่พระเยซูเป็นฝ่ายเข้าหาเปโตรก่อน และถามคําถามที่สําคัญกับเปโตรว่า “เจ้ารักเราหรือ” คําถามนี้คงแทงใจดําเปโตรพอสมควรเหมือนกับพระองค์ถาม เปโตรว่า “เจ้ายังรักเราอยู่ไหม?” “เจ้ายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเราเหมือนเดิมใช่ไหม?” เป็นคําถามบอกเป็นนัยว่า พระเยซูไม่ได้ถือโทษ แต่พร้อมอภัยและอยากให้เปโตรกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดี กับพระองค์

คําถามของพระเยซู เป็นคําถามที่ทําให้เปโตรต้องคิดทบทวนถึงความรักที่เขามีต่อพระเยซู เป็นคําถามที่ทําให้เปโตรได้พูดกับความรู้สึกของตนเอง มันมีเรื่องมีความรู้สึกที่เขายังค้างคาใจต่อพระเยซู และมันเป็นโอกาสให้เปโตรได้พูต ได้ตอบคําถาม ได้แสดงความรู้สึกจริง ๆ ออกมา เพื่อ เคลียร์ตัวเอง และจากคําตอบของเปโตร ทําให้เราเห็นความจริงใจของเปโตร เปโตรตอบคล้ายกันทั้ง 3 ครั้งว่า “พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์ (ไม่ได้รีบตอบว่า เขารักพระองค์มากกว่า ใคร) เพื่อความเข้าใจถึงคําตอบที่จริงใจ เราจําต้องเข้าใจภาษาเดิมของคําว่า “รัก” 2 คําที่เปโตรกับ พระเยซูใช้แตกต่างกัน

คําแรก คือคําว่า agapao (อกาเป้โอ้ หรือคํานามคือ อากาเป้) คือ รักแบบอุทิศ ทุ่มเทชีวิต ให้ทั้งหมด เป็นความรักแบบสุดๆ และคําที่สอง คือ Phileo (ฟิเลโอ้ หรือคํานามคือ ฟีลอส) คือ รักแบบชอบ รักแบบเพื่อน ไม่ได้ให้ทั้งหมดเหมือนอากาเป้

พระเยซูทรงถามเปโตรในคำถามแรกและคําถามที่สองเหมือนกันคือ “เปโตร ท่านรักเรา (สุด ๆ) ไหม?

เปโตรตอบว่า “…พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รัก (ชอบ) พระองค์”

พระเยซูถามถึงความรัก (อากาเป้) เป็นความรักแบบอุทิศ รักแบบสุดๆ แต่เปโตรตอบโดยไม่กล้าใช้คําว่าอากาเป้ แต่ตอบเพียง ฟิลอส คือ รักแบบเพื่อนเท่านั้น

แต่ในครั้งที่ 3 พระเยซูเปลี่ยนคำ

คําถามครั้งที่สาม พระเยซูถามเปโตรว่า “เปโตรท่าน (ชอบ) เราใช้ไหม?” เปโตรเสียใจมากที่ครั้งที่สาม พระเยซูไม่ได้ใช้คําว่า “อากาเป้” อีกต่อไป แต่ใช้คําว่า “ฟิลอส” และคําตอบของเปโตร ก็ยังคงเหมือนเดิมว่า “ข้าพระองค์ (ชอบ) พระองค์ (Phieo)”

คําตอบของเปโตรเหมือนกับยอมรับความจริงว่า เขาไม่ได้รักพระองค์แบบ “อากาเป้” หรือ แบบที่พระองค์รักเขา หรือแบบที่เขาเคยคิดว่าเขาสามารถรักพระเยซูและตายแทนพระองค์ได้ หลังจากเปโตรพบประสบการณ์ความล้มเหลวของตนเอง เปโตรผู้มุทะลุผู้นี้กลับยอมรับความจริง แล้วว่า สิ่งที่เขามีคือความรักเพียงแบบฟิลอสให้พระองค์เท่านั้น เขายอมรับข้อจํากัดของตนเองอย่างจริงใจ (แม้จะน่าอาย)

ความล้มเหลวของเรา บางครั้งอาจมีสิ่งดีที่ซ่อนอยู่ คือการได้รู้จักความอ่อนแอ ความจํากัดของเรา ความล้มเหลวของเรา ยังอาจทําให้เรารู้จักความรักมากมายของพระเยซู ผู้ทรงประทานอภัยให้ กับเราผู้อ่อนแอและล้มเหลว การที่เปโตรเปิดเผยความจริงภายในว่า สิ่งที่เขาให้พระเยซูใต้ มีเพียง ฟิลอส (รักแบบเพื่อน) อาจทําให้เขารู้สึกอาย เสียหน้าต่อพระเยซูและเพื่อน ๆ ก็ได้ แต่การยอมรับ ความจริงนี้ คงทําให้เขาดีใจ รู้สึกโล่งใจ อิสระ ได้รับการปลดปล่อยจากความทุกข์ใจ ได้รับการเยียวยา และการมาหาของพระเยซูครั้งนี้มาด้วยความรักความจริงใจ มาเพื่อให้อภัย นําความสุขที่แท้จริง มาให้เปโตร นั่นคือความสุขจากการได้คืนดีกับพระเยซู

บทเรียนสอนให้เรารู้ว่า สิ่งที่พระเยซูปรารถนาจากเราไม่ใช่ความสมบูรณ์พร้อมของเรา แต่สิ่งที่พระองค์ปรารถนาจากเราที่สุดคือความจริงใจ การยอมรับความบกพร่องของเราอย่างเปิดเผยต่อพระองค์ พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยการให้อภัยเสมอ ขอให้เรากล้าที่จะเข้ามาหาพระเจ้า ไว้ใจพระองค์ กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระองค์ รักพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด

ที่ผ่านมาเรามีเรื่องอะไรที่ติดค้างอยู่ในใจใหม มีสิ่งใดที่เรายังรู้สึกผิดต่อพระองค์ หรือมีสิ่งที่เรายังไม่สามารถให้อภัยตนเอง วันนี้พระเยซูรักเรามากและพร้อมให้อภัยเราเสมอ แล้วเราล่ะ.. ถ้าพระเจ้าจะถามเราว่า “เจ้ารักเราหรือ?” เราจะตอบพระองค์อย่างไร? เป็นไปได้ที่ชีวิตของเราไม่ได้มีความสุขที่แท้จริง เพราะเรายังไม่ได้คืนดีกับพระองค์ในบางสิ่งที่เราทําผิดไป ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกลับมาสู่ความสัมพันธ์กับพระเยซูด้วยการคืนดี ด้วยการกลับใจใหม่ พระเยซูรอคอยให้เรากลับมาหาพระองค์ เมื่อเราได้รับการอภัยจากพระเจ้า เราก็สามารถให้อภัยตนเองและให้อภัยผู้อื่นได้ เมื่อคุณให้อภัย แสดงถึงการเติบโตด้านจิตวิญญาณ มีสุขภาวะที่ดีด้านจิตใจ อารมณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

2. พระเยซูทรงเรียกให้รับใช้อีกครั้ง (ข้อ 15-17)

แท้จริง พระเยซูไม่ได้กลับมาหาเปโตรเพียงเพื่อให้เขากลับคืนดีกับพระองค์เท่านั้น พระองค์ยังทรงมาเพื่อมอบหมายภาระหน้าที่ที่สําคัญให้เขากระทําด้วย คือการเลี้ยงดูแกะของพระเยซู พระเยซูตรัสถามเปโตรทั้ง 3 ครั้งว่า “เจ้ารักเราหรือ” เมื่อเปโตรตอบว่า “ข้าพระองค์รักพระองค์ พระเยซูกําชับทั้ง 3 ครั้งว่า “จงเลี้ยงดูแกะของเรา” ดูเหมือนว่าเรื่องการรักพระเยซูเกี่ยวข้องกับเรื่องการเลี้ยงดูแกะของพระองค์ด้วย พระเยซูปรารถนาความรักของเปโตร และขณะเดียวกันต้องการให้เขาดูแลฝูงแกะของพระองค์

พระเจ้าไม่ได้ให้เรารักพระเจ้า ติดสนิทกับพระองค์เท่านั้นเป็นพอ บัญญัติข้อใหญ่คือรักพระเจ้า สุดจิตสุดใจ และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง พระองค์ปรารถนาให้เรารักเพื่อนบ้านด้วย ถือเป็นการทําหน้าที่รักพระเจ้าเช่นเดียวกัน พระเจ้าไม่ได้ปรารถนาให้เปโตรสารภาพรักต่อพระเยซูเท่านั้น แต่พระองค์กําชับให้เปโตรเอาใจใส่เลี้ยงดูแกะของพระองค์ด้วย หากเปโตรไม่ดูแลเอาใจใส่แกะของพระเยซู ก็ถือว่าเขาไม่ได้ตอบสนองความรักที่มีต่อพระองค์อย่างแท้จริง

อาจเป็นความจริงที่บ่อยครั้งเราคิดว่าการติดสนิทกับพระเจ้าเป็นสิ่งเดียวที่พระองค์ต้องการ หรือเป็นสิ่งสําคัญที่สุดที่ให้เราเฝ้าเดี่ยว อธิษฐาน อ่านพระคํา นมัสการถวายทรัพย์ ส่วนการเลี้ยงดูผู้อื่น ฝ่ายวิญญาณถือเป็นงานเสริมหรืองานของผู้รับใช้พระเจ้า

อะไรเป็นอุปสรรคที่ทําให้เราไม่ได้ดูแลพี่น้องซึ่งเป็นแกะของพระเจ้า? เรามักจะมีเหตุผลมากมาย เราคิดว่าแต่ละคนก็ควรรับผิดชอบตนเอง เราดูแลคนอื่นเป็นเรื่องวุ่นวาย ตัวเราเองก็ยังมีปัญหาอยู่ บางคนเราไม่อยากดูแล ไม่ชอบนิสัย มีอคติ เขาไม่น่ารัก เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในการช่วยเหลือคนอื่น เลยมีความขมขื่นใจ ไม่อยากให้อภัย หรืออาจจะเคยมีคนทําให้เราเดือดร้อน มาขอความช่วยเหลือบ่อย ๆ ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าการดูแลคนไม่ใช่เรื่องง่าย และบางครั้งเราอาจมีประสบการณ์ไม่ดี เพราะเราต่างก็เป็นคนบาป

แต่พระธรรมตอนนี้หนุนใจว่า พระองค์ปรารถนาให้เปโตร (และเรา) มีส่วนดูแลซึ่งกันและกัน ผู้เชื่อทุกคนล้วนเป็นแกะของพระเยซู พระเยซูไม่ได้เรียกให้เรามีความสุขอยู่กับตนเองแต่ พระเยซู เรียกร้องให้เรามีความสุขกับคนรอบข้างด้วยการดูแลและรับใช้เขา เพราะการใด้ดูแลคนอื่นเป็นความสุขแท้ การดูแลผู้เชื่อคนอื่นที่อ่อนแอกว่า คือการที่เรามีส่วนต่อการเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเยซู เราไม่ได้ดูแลเพียงเพราะเราชอบหรือไม่ชอบ อยากหรือไม่อยาก เขาสมควรรับการดูแลหรือไม่สมควร แต่เรามีส่วนดูแลคนเพราะความรักที่เรามีต่อพระเยซู ไม่มีความสุขใหนจะดีเท่ากับที่เราจะให้กับคนอื่น กิจการ 20:35 พระองค์ตรัสว่า

“การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ”

การได้รับใช้ผู้อื่นเป็นความสุขแท้

วันนี้ หากเราเป็นคนหนึ่งที่รับใช้แล้วมีบางสิ่งบางอย่างที่ทําให้หยุดการรับใช้หรืออยากเลิกรับใช้ พระเยซูทรงเรียกมาให้รับใช้อีกครั้ง เป็นไปได้ว่าความสุขที่มันหายไปเพราะเราไม่ได้สนใจ ไม่เคยคิดถึงคนอื่นเลย ถ้าเราอยากจะรับใช้อย่างมีความสุข เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติให้เป็นตามอย่างพระเยซูคริสต์ พร้อมเผชิญความทุกข์ยาก ให้มีความสุขกับสิ่งที่พบเจอ รับใหวในทุกงานรับใช้ ปรับวิธีคิด ปรับทัศนะ ปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ใต้ ขอเพียงทราบว่าพระเจ้าทรงพอพระทัย ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะรับใช้แล้วมีความสุข

3. พระเยซูต้องการให้เราถวายเกียรติแด่พระองค์ (ข้อ 18-19)

เรื่องราวการสนทนาของเปโตรกับพระเยซูในข้อ 15-17 กําลังจบอย่างสวยงามและมีความสุข แต่สิ่งที่ท้าทายมากกว่าความสุขและความสําเร็จ คือ “การถวายเกียรติแต่พระเจ้า” โดยทั่วไป เราอาจจะคิดว่า การถวายเกียรติแด่พระเจ้าจะหมายถึงความสําเร็จจากการรับใช้ คนเก่งน่าจะถวายเกียรติมาก คนมีของประทานมากน่าจะเป็นคนที่พระเจ้าใช้มาก คนที่นานมัสการดี เทศนาเก่ง น่าจะเกิดผลมาก เป็นพรมาก ถวายเกียรติมาก

แต่พระธรรมตอนนี้ดูเหมือนแปลก การถวายเกียรติแต่พระเจ้าคือการสละชีวิต

18 เราบอกความจริงกับท่านว่า เมื่อท่านยังหนุ่ม ก็คาดเอวของท่านเองและเดินไปไหน ๆ ตามที่ท่านปรารถนา แต่เมื่อแก่แล้ว ท่านจะเหยียดมือออก และจะมีคนมาคาดเอวของท่าน แสะพาไปที่ที่ท่านไม่ปรารถนาจะไป” 19(ที่พระองค์ตรัสอย่างนั้นก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าเปโตรจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการตายแบบใด) เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์จึงตรัสกับเปโตรว่า “จงตามเรามาเถิด”

ในข้อที่ 18-19 พระเยซูตรัสคําทํานายในอนาคตชีวิตของเปโตร ถ้อยคํานี้หมายความว่าเปโตรจะจบชีวิตด้วยการถวายพระเกียรติแต่พระเจ้าอย่างไร เรื่องที่เล่าต่อกันมาในประวัติศาสตร์กล่าวว่า เปโตรเอง เขาขอให้ตรงเขาโดยหันศีรษะลง เพราะเขาไม่ควรตายอย่างเดียวกันกับการสิ้นพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า สุดท้ายเขาถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการตาย เขาเต็มที่กับพระองค์แล้ว และการตายของเขาเป็นตัวอย่างว่าเปโตรรักพระองค์และถวายเกียรติแด่พระองค์มากแค่ไหน

แม้ชีวิตของเปโตรจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ พระเจ้าก็ยังทรงใช้เขาเช่นกัน พระเจ้าทรงสามารถใช้เราได้ เสมอ แม้ในความอ่อนแอและความล้มเหลวของเรา เราก็สามารถที่จะมีชีวิตที่เป็นเหมือนพระเยซู และสามารถทําสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์ได้

ความสุขที่แท้จริง คือเราได้ทําในสิ่งที่พระเยซูพอพระทัย เป็นความสุขที่ทําให้พระเยซูชื่นใจ มนุษย์มองดูที่ผลงานหรือความสําเร็จ พระเจ้ามองดูที่การเสียสละ การให้เกียรติพระเจ้ามากที่สุด อยู่ที่การทุ่มเท จะมีการทุ่มเทใหนยิ่งใหญ่กว่าการทุ่มเททั้งชีวิต

พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า “จงตามเรามาเถิต” การตามพระเยซูนั้น หมายถึง การเลียนแบบพระองค์ เรียนรู้จากพระองค์ อยู่ใกล้ชิดติดกับพระองค์ สําหรับพระเยซู การถวายเกียรติพระเจ้ากลับไม่ได้เน้นที่ความยิ่งใหญ่ ความสําเร็จ การนําคนมารับเชื่อมาก แต่กลับเป็นเรื่องของการเสียสละ ความอดทน การเหนื่อยยาก ความเจ็บปวด การถูกข่มเหง การอุทิศชีวิต เพื่อเห็นแก่พระประสงค์ของพระบิดา การถวายเกียรตินี้เหมือนกับการที่พระเยซูพระผู้ไถ่เราใด้ทรงถวายเกียรติแต่พระบิดา ด้วยการสละพระชนม์ของพระองค์ ถูกตรึงที่ไม้กางเขน เพื่อคนบาปอย่างเราจะได้รับการอภัยและรับการรักษาให้หาย การถวายเกียรติแบบนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ทําให้เรามีสุขภาวะที่ดี เพราะกลับเป็นผู้ที่ทนทุกข์ยากลําบากเพราะเห็นแก่ผู้อื่น เป็นผู้ที่อาจต้องเจ็บปวด ต้องอดทนและถูกกระทํา แต่อย่างไรก็ตาม ความสุขที่แท้จริงคือเราทําสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย

แม้เรื่องสุขภาวะจะเป็นสิ่งสําคัญ เป็นสิ่งเราทุกคนปรารถนา (รวมถึงเราที่เป็นสาวกของพระเยซูด้วย) แต่พระธรรมตอนนี้สอนให้เราเห็นถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั่วไป หรือเป้าหมายสูงสุดของสุขภาวะไม่ใช่แค่ “ความสุข” ที่เราแสวงหานี้ (ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด) แต่มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่และท้าทายมากกว่า ความสุขความสําเร็จในชีวิตนี้ คือ

“การมีชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยชีวิตของเราทั้งหมด”

พระเยซูต้องการให้เรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า แล้วถึงนําเรากลับไปสู่สุขภาวะที่สมดุล เหมือนอย่างเปโตรที่ได้รับการอภัย การคืนดี ได้รับการทรงเรียกให้รับใช้อีกครั้งหนึ่ง และได้ถวายเกียรติแต่พระเจ้าด้วยชีวิต เปโตรกลับมามีความสุขที่แท้จริง ท่านอุทิศตัวในการเป็นผู้นํา การประกาศ การเทศนา การสั่งสอน การเป็นผู้เลี้ยงที่ดี และการมีชีวิตที่ถวายเกียรติ สุขภาวะกับชีวิตสาวก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีความสุขแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตเราใด้ถวายเกียรติแต่พระเจ้าแค่ไหน สิ่งที่สําคัญคือ

“การมีชีวิตเพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กําไร”

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับสุขภาวะที่ดีฝ่ายจิตวิญญาณ (Spiritual Wellness) หน้า 10-15