ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดี ในประวัติศาสตร์คริสตจักร

Spiritual Wellness Period in Church History

ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีในประวัติศาสตร์คริสตจักรคือช่วงใด? คือ ช่วงการปฏิรูปศาสนา เพราะได้มีการกําหนดมาตรฐานของพระวจนะของพระเจ้าสําหรับความเชื่อของเรา เป็นช่วงเวลาที่มีเสรีภาพในการประกาศข่าวประเสริฐ และงานด้านมิชชั่นต่าง ๆ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีในประวัติศาสตร์คริสตจักร คือ ช่วงคริสตจักรยุคแรก

ภายหลังจากการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู ประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรกจึงได้เริ่มขึ้น คือ ช่วง ค.ศ.30 ถึง ค.ศ.590 (ประวัติศาสตร์คริสตจักรแบ่งออกเป็น 4 ยุค) โดยมากแล้ว ประวัติศาสตร์คริสตจักรในยุคแรกจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนและหลังการออกพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนติน (Emperor Constantine) ในปี ค.ศ. 313 หลังจากพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนติน ศาสนาคริสต์ได้มีเสรีภาพทางจากศาสนาจากจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ซึ่งในช่วงก่อนพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนติน เป็นช่วงเวลาที่มีการข่มเหง และความทุกข์ยากลําบาก จากจักรวรรดิโรมันและชาวยิว แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่มีผู้ยอมสละชีวิตเพื่อศาสนา หรือความเชื่อของตน (Martyr) จํานวนมาก ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีในประวัติศาสตร์คริสตจักร อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงหลังการออกพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนติน ศาสนาคริสต์ได้รับเสรีภาพมากขึ้น คริสตจักรยุคแรกได้เจริญเติบโต และขยายวงกว้างไปสู่ภายนอกเป็นอย่างมาก แต่ขณะเดียวกัน ภายในคริสตจักรเองกลับเริ่มมีคุณภาพลดลง

บทความนี้เน้นในช่วงเวลาก่อนพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนตินในประวัติศาสตร์คริสตจักร โดยเฉพาะตั้งแต่ปี ค.ศ.30 ถึง ค.ศ.313 ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาดีที่สุดของสุขภาวะทางฝ่ายจิตวิญญาณในประวัติศาสตร์คริสตจักร แม้ว่าจะได้รับปัญหาจากภายนอกคริสตจักรคือการถูกข่มเหง และปัญหาภายในคริสตจักรเองคือลัทธิเทียมเท็จ มีคําถามคือ สภาพการณ์ของยุคแรกในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร

ในช่วงเวลานั้นจักรวรรดิโรมันเป็นจักรวรรดิที่ก้าวหน้าที่สุด อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมที่ยอดเยี่ยม อีกด้วย (Pax Romana) จึงไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่าจักรวรรดิโรมันเป็นศูนย์กลางของโลก แต่ ภายในจักรวรรดิโรมันเองก็มีปัญหามากมายเช่นกัน เช่น การประพฤติผิดทางศีลธรรม การคอร์รัปชัน การประพฤติผิดทางเพศ (รักร่วมเพศ โสเภณี ฯลฯ) การเลือกปฏิบัติ อาชญากรรม การมีโรคภัยไข้เจ็บ สภาพแวดล้อมรวมถึงที่อยู่อาศัยไม่สะอาด เป็นต้น แต่มีเหตุผลใดที่คริสตจักรยุคแรกยังคงเป็นชุมชนที่มีเสน่ห์ และมีสุขภาวะที่ดีฝ่ายจิตวิญญาณในจักรวรรดิโรมัน? เพราะคริสตจักรยุคแรก มีลักษณะที่พิเศษและแตกต่าง ดังนี้

ประการแรก คริสตจักรยุคแรกมีความเชื่อที่เมเข็ง (Healthy Beliefs)

ความเชื่อถือที่เข้มแข็งของคริสเตียนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สําคัญของการมีสุขภาวะที่ดีฝ่ายวิญญาณ ปัจจัยสู่ความสําเร็จของคริสตจักรยุคแรกคือ ความเชื่อที่คริสเตียนไม่กลัวความตาย เพราะพระเยซูทรงเอาชนะความตายแล้ว คริสเตียนของคริสตจักรยุคแรกเชื่อว่าพวกเขาจะถูกรับขึ้นไปอยู่กับพระเยซู ในวันสุดท้าย พระเยซูทรงเป็นพระมหากษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย และเป็นองค์เจ้านายเหนือบรรดาเจ้านาย คริสตจักรยุคแรกจึงสามารถต้านทานการกดขี่ข่มเหง และความทุกข์ยากลําบากได้ เพราะพวกเขามีความเชื่อที่เข้มแข็งอย่างนี้ การเป็นคริสเตียนในช่วงเวลานั้นยังสามารถหมายถึง การเป็นนักโทษประหารเบื้องต้นได้อีกด้วย เนื่องจากศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ผิดกฎหมายของจักรวรรดิโรมันในช่วงเวลานั้น แต่ความเชื่อที่พวกเขามี ทําให้คริสเตียนของคริสตจักรยุคนั้นดําเนินชีวิตด้วยความมั่นใจตามพระวจนะของพระเจ้า

ประการที่สอง คริสตจักรยุคแรกมีการแสดงออกถึงความเชื่อที่เข็มเข็ง (Behavior of Healthy Faith)

ความเชื่อของศาสนาคริสต์ทําให้คริสเตียนกลายเป็นคนที่ดีขึ้น ทําให้ชีวิตของพวกเขาในคริสตจักรยุคแรกเป็นชีวิตที่น่าดึงดูดมากจากผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ๆ ในจักรวรรดิโรมัน คริสเตียนคนหนึ่งกล่าวว่า “เราไม่ได้ประกาศสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เราแค่ใช้ชีวิตแบบนี้” เนื่องจากคริสเตียนในคริสตจักรยุคแรกมี 2 อัตลักษณ์ หนึ่งคือคนที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิโรมัน (Residents) สองคือคนต่างด้าว (Sojourner) และแขกแปลกหน้า (Stranger) หรืออาจกล่าวได้ว่า คริสเตียนในคริสตจักรยุคแรกอาศัยอยู่ในสังคมโรมันและค่านิยมโรมัน แต่ขณะเดียวกันก็มีอัตลักษณ์ของการเป็นพลเมืองชาวสวรรค์ด้วย (Citizenship is in Heaven) จึงสามารถก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ได้ และเนื่องจากอัตลักษณ์นี้ คริสเตียนในคริสตจักรยุคแรกจึงได้แสดงออกถึงความเชื่อที่เข้มแข็ง ดังที่จะยกตัวอย่างต่อไปนี้

  • ตัวอย่างแรก ในสังคมโรมันการทําแท้งและการทิ้งลูกโดยเฉพาะลูกสาวเป็นเรื่องปกติ (เพราะถือว่าไม่มีค่ามากพอ) แต่คริสเตียนไม่ได้ทําแท้งหรือทิ้งลูกของพวกเขา แต่พวกเขายังรับเลี้ยงดูเด็กทารกที่ถูกทอดทิ้งในถังขยะอีกด้วย
  • ตัวอย่างที่สอง ในช่วงเวลานั้นวัฒนธรรมที่สําคัญคือ วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับงานศพ คนรวย มีงานศพที่ดีและสถานที่ฝังศพที่เหมาะสม แต่ตรงกันข้าม ศพของคนยากจนจะถูกโยนเข้าไปในป่าช้าของสุสาน เพราะพวกเขาไม่สามารถเตรียมสถานที่ฝังศพได้ แต่คริสตจักรยุคแรกได้จัดพิธีศพอย่างเหมาะสมและเป็นทางการสําหรับสมาชิกทุกคนในคริสตจักร รวมไปถึงคนยากจน คริสตจักรยุคแรกยังจัดสรรสุสานให้กับสมาชิกทุกคน ซึ่งสถานที่นี้ถูกเรียกว่า อุโมงค์ใต้ดิน (Catacomb) อีกด้วย
  • ตัวอย่างสุดท้าย ในปี ค.ศ. 165 และ 251 เกิดการแพร่ระบาดของโรคอย่างรุนแรงกระจายไปทั่วจักรวรรดิโรมัน ส่งผลให้ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ส่วนของจํานวนประชากรทั้งหมดในจักรวรรดิโรมันตาย ทางการโรมันได้ทอดทิ้งผู้ป่วยที่ยังไม่ตายและศพที่ไม่ได้ถูกฝัง โดยถือว่าสิ่งนี้เป็นเหมือนขยะสําหรับพวกเขา แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคนี้ คริสตจักรยุคแรกได้ดูแลผู้ป่วย และรับใช้ประชาชนด้วย ใจเมตตา เมื่อโรคระบาดนี้เริ่มแพร่กระจาย คนต่างศาสนาในจักรวรรดิโรมันได้อพยพเพื่อหนีจากการระบาดของโรคนี้ แต่คริสเตียนไม่ได้ทําเช่นนั้น พวกเขายังคงดูแลผู้ป่วย คนอ่อนแอ และสั่งสอน พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เมื่อผู้คนที่เคยอพยพออกไปกลับมา พวกเขาพบว่ายังมีคนที่มีชีวิตอยู่อีกมากมาย คนที่ยังมีชีวิตอยู่รอดกล่าวว่า “คุณวิ่งหนีไป แต่คริสเตียนที่เราเคยพยายามจะกําจัด ได้ให้น้ําและอาหารแก่พวกเรา ดังนั้น พวกเราจึงสามารถมีชีวิตรอดมาได้” หลังจากเหตุการณ์นี้ ชาวโรมันจํานวนมากกลับใจมาเป็นคริสเตียน พฤติกรรมและการแสดงออกถึงการมีความเชื่อที่เข้มแข็งของคริสตจักรยุคแรกได้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และน่าดึงดูดใจ ทั้งในครอบครัว ที่ทํางาน เพื่อนบ้าน และในสถานการณ์ชีวิตจริง เพราะฉะนั้นชีวิตเหล่านี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อที่เข้มแข็ง ที่ได้ปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตน แบกและตามพระเยซูคริสต์

ประการที่สาม คริสตจักรยุคแรกมีไมตรีจิตต่อผู้คน (Hospitality for People)

เมื่อเราอ่านพระธรรมกิจการของอัครทูต เราพบว่า คริสตจักรยุคแรกคือ ชุมชนแห่งการต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือคนต่างชาติก็ไม่ถูกเลือกปฏิบัติในคริสตจักร สมาชิกทุกคนเท่าเทียมกันในพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะมีตําแหน่งใด อยู่ในชนชั้นสูงหรือต่ําในสังคมโรมัน สมาชิกทุกคนของคริสตจักรยุคแรกถูกเรียกว่าเป็นธรรมิกชน (Saints) ในพระเยซูคริสต์ เนื่องจากความดีงามเหล่านี้ของศาสนาคริสต์ คริสตจักรยุคแรกจึงเป็นชุมชนแห่งการต้อนรับทุกคน การต้อนรับผู้คนของคริสตจักรยุคแรก เป็นการแสดงออกสําคัญที่สื่อถึงความรักแบบคริสเตียน โดยเฉพาะสําหรับคนแขกแปลกหน้า ถ้าเพียงพี่น้องคริสเตียนคนหนึ่งได้แสดงหลักฐานถึงความเชื่อของเขา คริสตจักรก็จะไว้ใจเขา จัดเตรียมให้ที่พักและอาหารเช้าให้แก่เขา โดยไม่ถามคําถามใด ๆ การต้อนรับของคริสตจักรยุคแรกยังรวมถึงคนที่อ่อนแอในสังคมโรมันอีกด้วย โดยเฉพาะเด็กกําพร้าและหญิงม่าย เพื่อแสดงให้คนเหล่านี้เห็นความรักของพระเจ้า คนต่างศาสนาในจักรวรรดิโรมันกล่าวว่า “ไม่มีขอทานในชุมชนคริสเตียน การต้อนรับในลักษณะนี้ของคริสตจักรยุคแรกยังรวมไปถึงเจ้านายกับทาส และสามีภรรยา ในช่วงเวลานั้น ทาสและผู้หญิงไม่มีสิทธิในสังคมโรมัน พวกเขาจึงถูกเลือกปฏิบัติและถูกดูถูกโดยสังคมโรมัน ชุมชนคริสเตียนยุคแรกมีการต้อนรับพวกเขา (ทาสทั้งชาย หญิง) ชุมชนคริสเตียนได้ต้อนรับผู้คนอย่างแท้จริง ซึ่งเกิดขึ้นในชุมชนของพระคริสต์

ประการที่สุดท้าย คริสตจักรยุคแรกมีกระบวนการของการกลับใจที่เข้มแข็ง (Process of Healthy Conversion)

ผู้ที่ต้องการรับบัพติศมาจะเข้าร่วมในการฝึกอบรมความเชื่อทุกสัปดาห์หรือทุกวัน อย่างน้อย ประมาณ 3 ปี ผู้ที่ต้องการรับบัพติศมาทุกคนต้องมีการอุทิศตัวอย่างมากในการฝึกอบรมความเชื่อ ช่วงเช้าพวกเขาจะเรียนเรื่องราวในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะเรื่องของพระเยซูและคําสอนของพระองค์ พวกเขายังเรียนเรื่องการอธิษฐาน การดําเนินชีวิตตามความเชื่อที่ถูกต้อง และความคิดว่าคิดอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับหลักการของศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะยิ่งพวกเขาต้องมีหลักฐานของการทําความดี ในช่วงเวลานี้ และหลักฐานของการพ้นจากการเกี่ยวข้องกับสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ (การพนัน การมึนเมา ความเกลียดชัง การล่วงประเวณี ฯลฯ) และในขั้นตอนสุดท้ายของการฝึกอบรมความเชื่อ คริสตจักรจะสอนกฎเกณฑ์ และหลักข้อเชื่อของคริสตจักรและศาสนาคริสต์ หน้าที่หลักของผู้สอนในการฝึก อบรมความเชื่อ คือการสอนให้ผู้ที่ต้องการรับบัพติศมาเปลี่ยนพฤติกรรมและนิสัยตัวเอง รวมไปถึงการแสดงผลของการกลับใจใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ต้องการรับบัพติศมาได้ฝึกทําความดีหลายอย่างหรือไม่? เขาได้ช่วยดูแลแม่ม่ายและคนป่วยหรือไม่? เขารอดพ้นจากสิ่งที่ไม่ชอบธรรมต่าง ๆ หรือไม่? ผู้ที่ต้องการรับบัพติศมาได้เปลี่ยนวิธีคิดโดยกระบวนการของการกลับใจใหม่อย่างแท้จริงหรือไม่? พวกเขาได้เรียนรู้ถึงความเชื่อ การแสดงออกถึงความเชื่อ และการต้อนรับผู้อื่นแล้ว เพราะพวกเขาต้องผ่านกระบวนการเหล่านี้เสียก่อน จึงจะสามารถรับบัพติศมาได้ในภายหลัง

เนื่องจากคริสตจักรยุคแรกมีลักษณะพิเศษสําคัญ 4 ประการ จึงเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่มีสุขภาวะที่ดี ทางฝ่ายวิญญาณในประวัติศาสตร์คริสตจักร คริสตจักรยุคแรกเป็นคริสตจักรทางมิชชั่น (Missional Church) เพราะมีการประกาศข่าวประเสริฐผ่านชีวิตของตัวเองมาก ทั้งยังสร้างอิทธิพลที่ดีในจักรวรรดิโรมันทุกด้านอีกด้วย จนในที่สุด ศาสนาคริสต์ที่เคยถูกข่มเหงจากจักรวรรดิโรมันอย่างยาวนานประมาณ 250 ปี ได้กลายเป็นศาสนาศูนย์กลางของจักรวรรดิโรมันหลังจาก ปี ค.ศ.313 คริสตจักรยุคแรกจึงเป็นช่วงที่มีสุขภาวะที่ดีทางฝ่ายวิญญาณ

เช่นเดียวกัน ในช่วงเวลาที่ยากลําบากนี้ คริสตจักรไทยเราควรพิจารณาว่ามีลักษณะพิเศษใดบ้าง ที่จะทําให้มีสุขภาวะฝ่ายวิญญาณดีเหมือนคริสตจักรในยุคแรก และพยายามทําให้เวลานี้ เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่มีสุขภาวะฝ่ายวิญญาณดีเหมือนคริสตจักรยุคแรกในประวัติศาสตร์คริสตจักร

บรรณานุกรม

  • Banks, Robert. A Day in the life of an Early Christian: A Personal Record. FL: Seedsowers Christian Books Publishing. 1990.
  • Chadwick, Henry. The Early Church. Dublin: Penguin. 1993.
  • Kreider, Alan. Resident But Alien: How The Early Church Grew WA: YWAM Publishing. 2009.
  • Kreider, Alan. The Change of Conversion the origin of Christendom. OR: Wipf and Stock. 2007.
  • Schaff, Philip. History of the Christian Church Vol 1, 2. MS: Hendrickson Publishers. 2006.

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับสุขภาวะที่ดีฝ่ายจิตวิญญาณ (Spiritual Wellness) หน้า 16-19