สุขภาวะของคริสเตียนจากพระธรรมวิวรณ์

Wellness in Revelation

Image by James Nichols from Pixabay

สุขภาวะ เป็นหัวข้อยอดนิยมในสังคมปัจจุบัน ยุคที่หลายคนเริ่มตื่นตัวกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยองค์รวม เป้าหมายชีวิตไม่ใช่เพียงการทํางานหนักสะสมเงินทองเท่านั้น แต่ควรเป็นการใช้ชีวิตอย่างสมดุลที่ทําสู่ความสุขแท้หรือการมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม ความมั่นคงโดยรวม1 เรื่องการมีความสุขอย่างสมดุลนี้ พระธรรมวิวรณ์มีคําสอนหรือบทเรียนอะไรให้กับผู้เชื่อด้วยหรือ? หากดูอย่างผิวเผินแล้ว หลายคนอาจคิดว่าพระธรรมวิวรณ์ไม่น่าจะสอนเรื่องความสุขอย่างสมดุลได้ เพราะมีเนื้อหาที่เต็มไปด้วยนิมิตที่น่ากลัว เช่น แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ลูกไฟใหญ่ตกจากฟ้า น้ําทะเลกลายเป็นเลือด ภัยจากตกแตนที่ทรมานคนสงครามครั้งใหญ่ มหานครถูกทําลายภายในหนึ่งชั่วโมง เป็นต้น นิมิตที่น่ากลัวเหล่านี้น่าจะทําให้ผู้อ่านมีความทุกข์มากกว่าความสุข หรือวิวรณ์มีถ้อยคําแห่งการพิพากษาลงโทษมากกว่าคําหนุนใจหรือพระพร นิมิตเหล่านี้จะนําสู่พระพรหรือความสุขได้อย่างไร?

แท้จริงแล้ว พระธรรมวิวรณ์ไม่ได้นําเสนอแต่ภาพน่ากลัวหรือเป็นนิมิตแห่งการทําลายล้างเท่านั้น แต่มีถ้อยคําหนุนน้ําใจด้วย โดยจุดประสงค์หลักของหนังสือเล่มนี้กลับเป็นหนังสือหนุนใจให้ผู้อ่านตระหนักถึงพระพรหรือความสุขแท้ที่มาจากพระเจ้า วิวรณ์ได้หนุนใจผู้อ่านตั้งแต่ต้นว่า

“ความสุขมีแก่ผู้ที่อ่านและแก่บรรดาผู้ที่ฟังคําเผยพระวจนะ แล้วประพฤติตามสิ่งต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในนั้น เพราะว่าเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว”

(วว.1:3)

ตอนท้ายของพระธรรมวิวรณ์ยังหนุนใจด้วยว่า

“นี่แน่ะ เราจะมาในเร็วๆ นี้ ความสุขมีแก่คนที่ถือรักษาคําพยากรณ์ในหนังสือนี้”

(วว.22:7)

หากวิวรณ์ มีถ้อยคําหนุนใจให้ผู้อ่านจะได้รับความสุขหรือพระพร (ไม่ได้เน้นการทําลายหรือคําสาปแช่งผู้อ่าน) แต่เหตุใดวิวรณ์จึงมีเนื้อหาที่น่ากลัว ภัยพิบัติ สงคราม การพิพากษาโทษและการทําลาย

ความสุขในวิวรณ์หมายถึงอะไร? นิมิตเรื่องการทําลายมีประโยชน์อย่างไร? เราจะได้รับความสุข ตามที่วิวรณ์สัญญาไว้ได้อย่างไร? บทความนี้มีข้อเสนอแนะบางประการ

1. ลักษณะวรรณกรรมและเป้าหมายของพระธรรมวิวรณ์

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าพระธรรมวิวรณ์ถูกบันทึกด้วยวรรณกรรมพิเศษที่เรียกว่า “วิวรณ์ธรรม” (Apocalyptic literature) ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่เน้นภาษาสัญลักษณ์ในการสื่อความหมาย วิวรณ์ธรรมคือวรรณกรรมที่ผู้เขียนนําผู้อ่านให้เข้าไปท่องในโลกแฟนตาซี (เหมือนโลกนิยาย) เพื่อนําสู่การเปิดเผยความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงของผู้อ่าน2 เช่น วิวรณ์ นําเสนอภาพความยิ่งใหญ่และสิทธิอํานาจของพระเยซู ในภาพของ “บุตรมนุษย์” ที่มีผมยาวสีขาวเหมือนหิมะ มีตาเป็นเหมือนเปลวไฟ มีเท้าเป็นเหมือนทองสัมฤทธิ์ที่หลอมให้บริสุทธิ์แล้วในเตา มีดาบสองคมที่คมกริบออกมาจากปาก (1:13-16) เป็นต้น ภาพเหล่านี้เล็งถึงสิทธิอํานาจของพระเยซูมากกว่าการให้คาดหวังว่าพระเยซูบนสวรรค์จะมีหน้าตาประหลาดแบบนี้ ขณะเดียวกันวิวรณ์นําเสนอพระเยซูอีกภาพหนึ่ง คือภาพของ “ลูกแกะ” ที่ถูกประหารแล้ว แต่ยังยืนอยู่ มีเขา 7 เขา มีตา 7 ดวง (5:6) ภาพของพระเยซูนี้ ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่แสดงถึงการที่พระองค์เป็นเหมือนลูกแกะที่เสียสละตัวเองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปแล้ว พระองค์ไม่ได้ตายเท่านั้น แต่กลับยืนอยู่ คือเป็นขึ้นมาใหม่ ลูกแกะตัวนี้มาพร้อมด้วยฤทธิ์อํานาจ (การมีเขาทั้งเจ็ดที่เป็นสัญลักษณ์ของอํานาจ) และด้วยความรอบรู้ทุกสิ่ง (ตาทั้งเจ็ดเป็นสัญลักษณ์ของวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้าผู้สอดส่องทั่วทุกแห่งหน) ภาพพระเยซูที่เป็นทั้งบุตรมนุษย์และเป็นลูกแกะนี้สอนให้เรารู้ว่า วิวรณ์บรรยายภาพเพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าให้เราตีความหมายตามตัวอักษร ด้วยความเข้าใจเช่นนี้เอง ภาพนิมิตอื่น ๆ ในวิวรณ์ล้วนสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนความหมายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นบนโลกของผู้อ่านดั้งเดิม เช่น ภาพนิมิตการนมัสการบนสวรรค์ที่มีสัตว์ 4 ตัว และผู้อาวุโส 24 ท่าน (4:1-11) ภาพของการแกะตราทั้งเจ็ดที่นําสู่ความทุกข์บนโลก (6:1-7:17) ภาพของการเป่าแตรทั้งเจ็ดที่นําสู่ภัยพิบัติทั้งหลาย (8:1-11:19) เป็นต้น นิมิตเหล่านี้สามารถนํามาสู่บทเรียนแห่งความหวังและสุขภาวะสําหรับเราผู้อ่านในปัจจุบันได้ด้วย

พระธรรมวิวรณ์ถูกเขียนขึ้นอย่างมีจุดประสงค์ เพื่อผู้อ่านจะรับการเปิดเผยความจริง และตอบสนองต่อความจริงอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อพระเจ้า ผู้เขียนวิวรณ์คือยอห์น (1:1, 4, 9:22:8) ได้บันทึกข้อความเหล่านี้ตามนิมิตที่ท่านได้เห็นและได้สื่อสารกับทูตสวรรค์ในช่วงที่ท่านอยู่ที่เกาะ ปัทมอส (1:9) จุดประสงค์หลักของวิวรณ์มี 2 สิ่ง คือ

1) วิวรณ์หนุนใจผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อในพระเจ้าที่อยู่ในคริสตจักรทั้งเจ็ดที่อยู่ในแคว้นเอเชีย (1:11) ให้ยืนหยัดในความเชื่อท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่ล่อลวงและกดดันผู้เชื่อให้ละทิ้งความเชื่อ เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้สอดแทรกคําหนุนใจให้ผู้อ่านยืนหยัด อดทน ต่อสู้จนมีชัยชนะ (2:7, 11, 17, 26-29; 3:5-6, 12-13, 21-22; 7:13-14; 13:10; 14:12 เป็นต้น) แม้ผู้เชื่ออาจต้องต่อสู้ทนทุกข์ แต่พวกเขาคือผู้ที่มีชัยชนะและมีรางวัลใหญ่ รอเขาอยู่ภายภาคหน้า (20:4-6; 21:7) คําหนุนใจเหล่านี้สอนให้เรารู้ว่าชีวิตคริสเตียนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้ให้เราคาดหวังว่าชีวิตของผู้เชื่อจะได้รับความสุขสมหวังเสมอไป แต่พระเจ้ามีพระสัญญาถึงความสุขแท้จริงแน่สําหรับผู้ที่สัตย์ซื่อในพระองค์ ผู้ที่ยืนหยัดต่อสู้ อดทนจนได้รับชัยชนะ

2) วิวรณ์ตักเตือนผู้ที่ไม่สัตย์ซื่อกับพระเจ้าหรือผู้ที่หลงไปติดตามวิถีของสัตว์ร้ายที่เป็นผู้นําของอาณาจักรโลก (13:1-18) วิวรณ์ให้ภาพการพิพากษาที่น่าสะพรึงกลัว เพื่อผู้ที่หลงไป เหล่านี้จะเกรงกลัวพระเจ้า (6:15-17) และหวังว่าพวกเขากลับใจใหม่จากการประพฤติในความบาป (9:20-21; 16:9, 11, 21) พระประสงค์ของพระเจ้าคือให้พวกที่ติดตามวิถีของสัตว์ร้ายหันกลับมา ถวายเกียรติแด่พระเจ้า (11:13; 15:4:21:24-25) วิวรณ์ตักเตือนผู้อ่านไม่ให้หลงระเริงกับความสุข ชั่วคราว แต่ให้เกรงกลัวต่อบาปที่จะนําสู่หายนะในที่สุด

ฉะนั้นเป้าหมายของวิวรณ์คือให้ผู้อ่านแสวงหาชีวิตที่นําสู่ภาวะแห่งความสุขแท้และยั่งยืน

2. ศัตรูที่ทําให้คนขาดความสุข

แม้ว่าจุดประสงค์หลักของวิวรณ์คือนําให้ผู้อ่านกลับสู่วิถีแห่งความสุขโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ผู้นําสู่ความสุขแท้ แต่เนื้อหาวิวรณ์ที่เต็มไปด้วยภัยพิบัติ การพิพากษา สงครามและการฆ่าฟัน จนถึงการทําลาย ทําให้เราเข้าใจได้ว่าการได้มาซึ่งความสุขแท้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เกิดขึ้นง่าย ๆ หรือไม่ได้ อยู่เพียงที่ความรู้ความเข้าใจหรือการใช้ชีวิตอย่างสมดุลก็จะทําให้เรามีความสุข แต่สาเหตุที่วิวรณ์นําเสนอภาพของภัยพิบัติและการพิพากษา เพราะวิวรณ์เปิดเผยให้เรารู้ว่า เรามีศัตรูที่เป็นต้นเหตุของปัญหาและเป็นเหตุที่เราให้เราขาดความสุข ทําให้เรามีชีวิตอย่างไม่สมดุลและไม่ถูกต้อง คือทําให้เราทําบาปผิดต่อพระเจ้า วิวรณ์ 12-13 เปิดเผยให้เรารู้จักศัตรูของเราในรูปของพญานาคสีแดงที่เป็น สัญลักษณ์ของซาตาน หรือมารร้าย หรืองูดึกดําบรรพ์ (12:9) หน้าที่หลักของมันคือ เป็นผู้ล่อลวง มนุษย์ทั้งโลกให้ติดตามสัตว์ร้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิถีของโลก (13:4) พญานาคนี้เป็นปฏิปักษ์กับพระคริสต์ผู้ที่กําลังจะเกิดมาเพื่อครอบครองบรรดาประชาชาติของโลกนี้ และพญานาคคอยจะกําจัดพระองค์แต่ไม่สําเร็จ (12:1-6) พญานาคยังล้มเหลวในการติดตามกําจัดหญิงที่ให้กําเนิดพระคริสต์ (12:13-16) และที่สุดแล้วพญานาคโกรธแค้นหญิงนั้นมาก จึงออกทําสงครามกับพงศ์พันธุ์ของหญิงคือผู้สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและต่อพระคริสต์ (12:17) ดังนี้เอง วิวรณ์จึงนําเสนอให้เรารู้ว่า เหล่าผู้เชื่อล้วนมีมารร้ายหรือซาตานเป็นศัตรูตัวฉกาจ มันมุ่งมั่นทําสงครามหรือต่อสู้กับผู้เชื่อและล่อลวงคนบนโลก มันเป็นเหตุให้เราทั้งหลายขาดความสุข

แต่มารร้ายไม่ได้มาต่อสู้กับผู้เชื่อโดยตรง มันเรียกสมุนของมันคือสัตว์ร้าย 2 ตัว

  • ตัวหนึ่งจากทะเล (13:1-10)
  • ตัวหนึ่งจากแผ่นดิน (13:11-18)

สัตว์ร้ายตัวแรกเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโลกที่ดูน่ากลัว น่าเกรงขาม ทุกคนทั่วโลกต่างหวาดกลัว ยอมสวามิภักดิ์และบูชามัน (13:4, 7) มันคือปฏิปักษ์ของพระเจ้า มันหมิ่นประมาทพระเจ้าและนําคนกลับมาบูชาพญานาค (13:4, 6) และมันข่มเหงธรรมิกชนของพระเจ้า (13:7) ส่วนสัตว์ร้ายตัวที่สองคือสัตว์ร้ายที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน (13:11) เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ร่วมผลประโยชน์ของสัตว์ร้ายตัวแรกมันได้รับสิทธิอํานาจของสัตว์ร้ายตัวแรก (13:12) มันมาด้วยการล่อลวงคนด้วยรูปร่างภายนอกดูเหมือนลูกแกะแต่ภายในเหมือนพญานาค (13:11) มันล่อลวงด้วยหมายสําคัญต่าง ๆ ที่ดูเหมือนหมายสําคัญของพระเจ้า (13:13) แต่นําให้ผู้คนสร้างรูปจําลองของสัตว์ร้ายและบูชามัน (13:14-15) นิมิตของสัตว์ร้ายทั้งสอง เปิดเผยให้เรารู้จักวิถีทางของศัตรูที่เป็นภัยคุกคามของเราทั้งหลาย

เป้าหมายหลักของศัตรูคือ การนําให้คนหลงออกจากการติดตามพระเจ้าพระผู้สร้าง และกลับไปติดตามบูชามารและสัตว์ร้าย สิ่งที่สัตว์ร้ายกระทําต่อมนุษย์มี 2 สิ่งหลัก ๆ คือ

  1. การกดขี่ ข่มเหงผู้ที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ให้กับสัตว์ร้าย มันใช้อํานาจข่มเหงผู้ที่ไม่ยอมติดตามบูชาสัตว์ร้าย ผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อและยืนหยัดในการติดตามพระเจ้าจะตกเป็นเป้าหมายของการถูกสัตว์ร้ายข่มเหง เพราะมันคือฝ่ายของมารที่เป็นปฏิปักษ์ของพระเจ้า
  2. สัตว์ร้ายใช้การล่อลวงด้วยสิ่งด้วยหมายสําคัญต่าง ๆ และด้วยคําพูดคําสอนเท็จที่ทําให้ผู้คนหลงเชื่อ หลงติดตามสัตว์ร้าย หลงคิดว่าสัตว์ร้ายคือความหวัง ทําให้พวกเขายอมรับเครื่องหมายสัตว์ร้ายที่เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพวกของสัตว์ร้าย การยอมจํานน การอุทิศตัวให้กับสัตว์ร้าย เพื่อพวกเขาจะได้ความคุ้มครอง ไม่ถูกข่มเหง และรับสิทธิพิเศษจากฝ่ายของมาร (13:17)

นอกจากสัตว์ร้ายทั้งสอง วิวรณ์ยังเปิดเผยปัญหาแท้ของอาณาจักรโลกในภาพของหญิงแพศยาอันน่ารังเกียจ สวมอาภรณ์ที่ประดับประดาด้วยชุดหลากสีและอัญมณีที่หรูหรา (17:3) เพื่อใช้ล่อลวงให้คนทั่วโลก ทั้งระดับผู้นําและประชาชนด้วยทําผิดศีลธรรม และเมามายด้วยเหล้าองุ่นแห่งการล่วงประเวณี (17:2-5) และข่มเหงธรรมิกชนของพระเจ้า (17:6) หญิงแพศยานี้คือ “แม่ของหญิงแพศยาทั้งหลายและแม่ของบรรดาสิ่งน่าสะอิดสะเอียนแห่งแผ่นดินโลก” (17:5) หมายถึง ผู้นําให้สังคมที่เสื่อมโทรมแบบหญิงแพศยาเกิดขึ้นทั่วโลก หญิงแพศยานี้มีชื่อที่หน้าผากว่า “บาบิโลนมหานคร” (17:5) ที่สื่อความหมายของเมืองที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ มั่งคั่ง แข็งแกร่ง แต่เป็นสังคมที่ไร้ศีลธรรม เสื่อมทราม ข่มเหงทําร้ายคนของพระเจ้า และทําลายพระวิหารของพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ทําให้มนุษย์ขาดความสุขแท้ไม่ได้ เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเกิดโดยความผิดพลาดของมนุษย์เท่านั้น แต่เพราะเราทั้งหลายต่างมีศัตรูที่เป็นผู้ทําให้ชีวิตเราตกต่ํา เสื่อมทราม เป็นเหตุให้เราขาดความสุขอย่างสมดุล ขาดสุขภาวะ ศัตรูนี้มีผลต่อเราทั้งหลายที่ เป็นผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อต่อพระเยซูคริสต์ ถูกข่มเหง และยังส่งผลต่อคนทั้งหลายที่ไม่ได้เชื่อวางใจหรือไม่ได้สัตย์ซื่อต่อพระองค์ถูกล่อลวงให้หลงไปในทางที่ผิดอีกด้วย ทําอย่างไรเราจึงจะกลับสู่ความสุขแท้หรือสุขภาวะได้ วิวรณ์มีคําตอบให้กับเราในหัวข้อถัดไป

3. การแก้ปัญหาและการกลับสู่ความสุข

แม้เราจะมีศัตรูที่น่ากลัว วิวรณ์เปิดเผยให้เรารู้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ภายใต้การครอบครองของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ สัตว์ร้ายที่น่ากลัวต่างอยู่ภายใต้อํานาจอธิปไตยของพระเจ้า มันทําได้เท่าที่พระเจ้าทรงอนุญาต (13:5, 7) ดังเช่นพญานาคที่ต้องการทําลายพระคริสต์ แต่มันก็ไม่สามารถทําสําเร็จได้ (12:1-6) มันพ่ายแพ้ให้กับทูตสวรรค์ของพระเจ้าและถูกทิ้งจากสวรรค์ (12:7-12) หรือทั้งพญานาคและสัตว์ร้ายทั้งสองที่เป็นสมุนของพญานาคจะดูน่ากลัวอย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วพวกมันจะถูกทําลายในพริบตา (19:11-21; 20:7-10) ฉะนั้นศัตรูของเราอาจดูน่ากลัวสําหรับเรา แต่มันไม่ได้ยิ่งใหญ่เกินกว่าพระเจ้า

ปัญหาสําคัญที่ทําให้มนุษย์เราขาดความสุขแท้คือ เราทั้งหลายไม่ได้ให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ของชีวิต เราพ่ายแพ้การทดลองของมาร โดยนําเอาความปรารถนาของเราเป็นที่ตั้ง เราไม่ได้ใส่ใจถึงพระผู้สร้างหรือให้พระองค์เป็นผู้นําทาง เป็นผู้ที่เรานมัสการ เราจึงถูกมารล่อลวงให้หลงไปจากชีวิตที่ถูกต้อง ชีวิตที่มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระผู้สร้างและชีวิตที่มีบริสุทธิ์และชอบธรรม

วิวรณ์มีข้อแนะนําแนวทางให้เราทั้งหลายต่อสู้กับการทดลองจากมารและกลับสู่ความสุขแท้ ได้ด้วย 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก

วิวรณ์เปิดเผยให้รู้ว่าพระเจ้าและพระคริสต์เท่านั้นที่สมควรรับการนมัสการอย่างแท้จริง นิมิตแรกในวิวรณ์คือเรื่องการนมัสการบนสวรรค์ (4:15:14) ซึ่งเป็นการเปิดเผยผู้อ่านได้รับรู้ถึงพระเจ้าพระผู้สร้างเป็นผู้สมควรแก่การนมัสการ ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่สวมชุดขาวมีมงกุฏที่ศีรษะ และนั่งอยู่บนบัลลังก์ (4:4) เป็นตัวแทนของบรรดาผู้เชื่อที่สง่างาม ผู้ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าผู้ประทับบนพระที่นั่ง สัตว์ทั้งสี่เป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเป็นผู้ร้องนมัสการพระเจ้าตลอดวันตลอดคืน (4:6-8) ถ้อยคําของบทเพลงนมัสการสะท้อนถึงพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ผู้มีฤทธานุภาพสูงสุด ผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงและให้สรรพสิ่งทั้งปวงดํารงอยู่ตามพระประสงค์ของพระองค์ (4:8, 11) วิวรณ์เชิญชวนและหนุนใจให้ผู้อ่านทั้งหลายหันกลับสู่การนมัสการพระองค์ (ไม่ใช่บูชาสัตว์ร้ายหรือทําตามใจตนเอง) อันเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับสู่ความสุขแท้

ยิ่งไปกว่านั้นนิมิตบนสวรรค์ยังเปิดเผยบุคคลสําคัญ ผู้ที่เป็นความหวังของคนในโลกนี้ ผู้ที่สามารถไถ่คนทั้งหลายให้กลับสู่ชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสม ผู้นั้นคือพระเมษโปดกหรือลูกแกะของพระเจ้าที่ถูกปลงพระชนม์แต่ยังยืนอยู่ พระองค์มีเขา 7 เขาและมีดวงตา 7 ดวง (526) ลูกแกะที่ถูกปลงพระชนม์นี้ เป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละพระชนม์ชีพของพระองค์ให้กับการถวายบูชา นําสู่การไถ่คนทั้งหลาย “ทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกชนชาติและทุกประชาชาติ” (5:9) โดยพระโลหิตของพระองค์ ทําให้คนทั้งหลายกลับคนออกจากอาณาจักรของสัตว์ร้ายและกลับสู่อาณาจักรของพระเจ้าและที่สุดจะได้ครอบครองบนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริง (5:10; เปรียบเทียบ 11:15;20:4-6) ดังนั้น ผู้นําตัวจริงของอาณาจักรของพระเจ้าคือผู้เสียสละ แต่เปี่ยมด้วยสิทธิอํานาจที่นําสู่การรักษา ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ร้ายที่ใช้อํานาจในการบังคับ เข่นฆ่า และทําลาย

ประเด็นที่สอง

วิวรณ์ตักเตือนคนทั้งหลายให้กลับใจและกลับสู่การถวายเกียรติพระเจ้า นิมิต ส่วนมากในวิวรณ์เปิดเผยความเสื่อมทรามของแผ่นดินโลกและการพิพากษาของพระเจ้า การแกะตราทั้ง 6 ดวง เปิดเผยให้ผู้อ่านเห็นถึงความเสื่อมทรามของโลกอันเกิดจากการต่อสู้แย่งชิง (6:2) การทําสงครามฆ่าฟันกัน (6ะ3-4) ความอดอยากและเศรษฐกิจตกต่ํา (6:5-6) ความพินาศของแผ่นดินโลก (6:7-8) รวมถึงการเข่นฆ่าธรรมิกชนผู้ยืนหยัดในทางของพระเจ้า (6:9-11) ที่สุดแล้ว พระเจ้าทรงพิพากษาลงโทษจนคนทั้งหลายหวาดกลัวต่อพระพิโรธของพระเมษโปดก (6:12-17) นิมิตของการเป่าแตรทั้งเจ็ดก็เช่นกันนําสู่ภัยพิบัติแห่งการพิพากษาของพระเจ้า (8:1-9:19) นําสู่การทําลายและผู้คนล้มตายเป็นจํานวนมาก แต่ถึงกระนั้นคนทั้งหลายก็ยังไม่ได้กลับใจจากการกระทําบาปทั้งจากการฆาตกรรม การล่วงประเวณี การลักขโมย การบูชาผีและรูปเคารพ (9:20-21) นิมิตของการเทชามทั้งเจ็ดแห่งความกริ้วของพระเจ้าก็เช่นกัน ที่นําสู่พระพิโรธของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์และสังคมโลกที่เสื่อมทราม นําสู่การทําลายอาณาจักรของโลก สงครามและความทุกข์ทรมานของคนทั้งหลาย (16:1-21) แต่ถึงกระนั้นคนทั้งหลายกลับสาปแช่งพระเจ้าและไม่ยอมกลับใจ (16:9, 10, 21) วิวรณ์ให้เราเห็นว่า แท้จริงพระเจ้าปรารถนาให้คนทั้งหลายกลับใจจากบาปซึ่งนําสู่การพิพากษาโทษ และพระพิโรธของพระเจ้า แต่วิวรณ์เปิดเผยให้เห็นว่าการกลับใจจากบาปของเรานั้นเป็นสิ่งที่ยากหนักหนา อาจเป็นเพราะมนุษย์เรารักตัวเอง เคยชินที่ทําตามใจตนเอง จากการติดตามสิ่งล่อลวงจากอาณาจักรโลก หากเราปรารถนาความสุขแท้ สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ เริ่มจากการกลับใจจากบาป

ประเด็นที่สาม

วิวรณ์หนุนใจผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อในการติดตามพระเจ้าให้อดทนต่อความทุกข์ยากลําบาก ดูเหมือนพระเจ้าไม่ได้ให้ผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อพ้นจากความทุกข์ (ดูแตกต่างจากความต้องการของเราที่ต้องการพ้นทุกข์ มีความสุข) พระเยซูหนุนใจให้คริสตจักรสเมอร์นาให้ไม่ต้องกลัวการทนทุกข์ที่พวกเขาจะได้รับ และความทุกข์ของพวกเขาจะมากขึ้น พวกเขาจะทนทุกข์ลําบาก 10 วัน แต่ให้เขาสัตย์ซื่อจวบจนวันตาย (2:10) ดูเหมือนพระเยซูไม่ได้สัญญาว่าพวกเขาจะไม่ต้องทนทุกข์ หรือไม่ได้เนรมิตให้พวกเขาพ้นทุกข์ แต่ความทุกข์ที่พวกเขาได้รับเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพระเจ้า แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจทั้งหมด

การแกะตราดวงที่ห้า (6:9-11) ก็มีลักษณะคล้ายกันในเรื่องนี้ เสียงร้องของวิญญาณที่อยู่ใต้แท่นบูชาคือเสียงของ “วิญญาณของคนทั้งหลายที่ถูกฆ่า เพราะพระวจนะของพระเจ้าและเพราะคําพยาน ที่เขายึดถือ” (6:9) พระเจ้าไม่ได้ปกป้องพวกเขาจากการถูกข่มเหง พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงต้องทนทุกข์ขนาดนี้ พวกเขายังรอคอยการพิพากษาแก้แค้นจากพระเจ้า แม้พวกเขาไม่เข้าใจทั้งหมด แต่พวกเขาก็ได้รับการปลอบประโลมคือได้สวมเสื้อคลุมสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของรางวัลแห่งชัยชนะ (6:10-11) วิวรณ์ยังมีนิมิตและถ้อยคําอีกหลายตอนที่หนุนใจผู้เชื่อให้ยืนหยัด สัตย์ซื่อ อดทนต่อความทุกข์ (13:10; 14:12) และที่สุดแล้ว พวกเขาคือผู้ที่สมควรได้รับรางวัลใหญ่อันสมเกียรติ รางวัลใหญ่นี้คือการที่พวกเขาจะได้ร่วมครอบครองโลกกับพระคริสต์ในอาณาจักรพันปี (20:4-6) แท้จริงและที่สําคัญ การทนทุกข์ของผู้เชื่อนี้กลับเป็นเหตุให้บรรดาประชาชาติกลับใจมาถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ นิมิตของพยานทั้งสอง (11:1-14) ได้เปิดเผยให้เรารับรู้ว่า การที่พยานทั้งสองถูกข่มเหงและความตายนี้ (11:7-10) ที่สุดแล้วเป็นเหตุให้คนทั้งหลายที่เคยเป็นศัตรูกับพระเจ้ากลับมาเกรงกลัวพระเจ้า และได้กลับใจถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้ในที่สุด (11:11-13) ฉะนั้นแม้ความสุขจะเป็นสิ่งสําคัญสําหรับเราทั้งหลาย แต่สําหรับผู้เชื่อแล้ววิวรณ์สอนถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการได้ความสุขในโลกนี้ คือการยืนหยัดและมีส่วนให้น้ําพระทัยของพระเจ้าสําเร็จในชีวิตของเรา ความสุขแท้ที่เรารอคอยหรือสุขภาวะแท้คือสุขภาวะนิรันดร์โดยมีชีวิตเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

4. ความสุขแท้ผ่านการทรงสร้างใหม่

วิวรณ์ 21-22 นําเสนอนิมิตสุดท้ายและสําคัญที่สุดคือการทรงสร้างใหม่ของพระเจ้า อาจถือ เป็นสุขภาวะที่แท้จริงของผู้เชื่อ การทรงสร้างใหม่นี้เป็นชัยชนะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ที่ได้นําเอาอาณาจักรสวรรค์กลับสู่แผ่นดินโลก (21:1) นําเอาโลกที่มนุษย์ล้มลงในบาปกลับสู่อาณาจักรพระเจ้าที่บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง โดยเปรียบเทียบด้วยนิมิตของ “นครเยรูซาเล็มใหม่” (21:2, 10; เปรียบเทียบ 3:12) นิมิตนี้ทําให้เราตระหนักถึงความสุขผ่านความสัมพันธ์ใน 3 ด้าน

ด้านแรกคือด้านส่วนตัว

นครเยรูซาเล็มใหม่ให้ความมั่นใจกับผู้เชื่อว่า พวกเขาคือผู้ที่ยืนหยัด ต่อสู้จนมีชัยชนะและจะได้รับแผ่นดินใหม่โลกใหม่นี้เป็นมรดก (21:7) พวกเขาได้รับการยืนยันว่า พวกเขาเป็นชนชาติของพระเจ้า (21:7) และพระเจ้าจะเป็นผู้ปลอบประโลมเขา ทรงเช็ดน้ําตา ทุก ๆ หยด จะไม่มีความโศกเศร้า การร้องไห้ ความตาย การเจ็บปวดอีกต่อไป เพราะความทุกข์จาก ยุคเดิมผ่านพ้นไปแล้ว (21:4) ถ้อยคําเหล่านี้ถือเป็นการยืนยันถึงความสุขแท้ที่ผู้เชื่อจะได้รับแน่ จากพระเจ้าในวาระสุดท้ายนี้

ด้านที่สองคือด้านสังคม

เราจะพบว่านครเยรูซาเล็มเป็นภาพเปรียบเทียบถึงสังคมที่สมบูรณ์ เพราะทุกคนที่อยู่ในนครล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์และชอบธรรม (21:4) ภายในนครจะไม่มีคนขี้ขลาด คนอธรรม คนที่ไม่สัตย์ซื่อ คนที่หลงผิดไปติดตามวิถีของสัตว์ร้ายได้รับเข้าในนครนี้ (21:8; 22:15) ภาพของนครเยรูซาเล็มใหม่นี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ประชากรพระเจ้าอาศัยอยู่และเป็นที่ตั้งของพระวิหารของพระเจ้า และเป็นเหมือนเจ้าสาวของพระเมษโปดก (21:2, 9) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และชอบธรรม (19:8) นครเยรูซาเล็มนี้แตกต่างจาก “บาบิโลนมหานคร” (17:5) ที่ให้ภาพของอาณาจักรแห่งความชั่วร้าย บาบิโลนเป็นที่อาศัยของวิญญาณโสโครกและสิ่งชั่วร้ายทั้งมวล (18:2) และบาบิโลนนำให้บรรดาประชาชาติทําผิดบาปและผิดศีลธรรมต่อพระเจ้า (18:3) ภาพของนครเยรูซาเล็มนั้นแตกต่าง ภายในนครนี้ประดับประดาด้วยอัญมณีมีค่าสูงทั้งกําแพง ประตูรากฐานของนคร ถนนในนครอัญมณีล้ําค่าเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของสง่าราศีของพระเจ้าที่ทรงจัดเตรียมให้ผู้เชื่อ สง่าราศีเหล่านี้เปรียบกับสังคมที่สมบูรณ์ มีการทรงจัดเตรียมจากพระเจ้าสําหรับผู้ที่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตเท่านั้น (21:27) ฉะนั้นนครเยรูซาเล็มใหม่ที่ลอยลงมาจากสวรรค์จึงเป็นความหวังสูงสุดของผู้เชื่อ เป็นชุมชนใหม่ สังคมใหม่ที่มีสง่าราศี บริสุทธิ์ และชอบธรรม สําหรับผู้เชื่อทุกคน รอคอย นําสู่ภาวะแห่งความสุขแท้

ด้านที่สามคือด้านความสัมพันธ์กับพระเจ้า

ถือเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด เพราะวิวรณ์เปิดเผยให้เห็นว่า ปัญหาใหญ่ของมนุษย์คือการล่อลวงของมารและความบาปของมนุษย์ที่ส่งผลให้เราขาดต่อ ความสัมพันธ์อันแท้จริงกับพระเจ้าพระผู้สร้าง แต่นครเยรูซาเล็มใหม่นี้ ทําให้ผู้เชื่อกลับมามีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับพระเจ้าตลอดวัน นครนี้เป็นรูปลูกบาศก์ด้านเท่าวัดได้ 12,000 สตาดิโอนทุกด้าน ลูกบาศก์ด้านเท่านั้นเป็นสัญลักษณ์ของอภิสุทธิสถาน (1 พกษ.6:20) ที่มหาปุโรหิตเข้าพบพระเจ้า เพื่อลบมลทินแก่ประชาชนได้ปีละครั้งเท่านั้น (ฮบ.9:7; ลนต.16:29-34) แต่นครนี้เป็นเหมือนอภิสุทธิสถาน กล่าวคือผู้อยู่ในนครเหมือนอยู่ในอภิสุทธิสถาน อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าตลอดเวลา แล้วในนครนี้ไม่ต้องมีพระวิหารเพราะพระเจ้าและพระเมษโปดกเป็นพระวิหาร และไม่ต้องมีแสงอาทิตย์เพราะพระเจ้าเป็นแสงสว่างในนคร (21:22-23) การทรงสร้างใหม่ของพระเจ้าจึงเป็นการนําให้ผู้เชื่อกลับสู่ความสัมพันธ์สนิทที่แท้จริง นําสู่ภาวะแห่งความสุขแท้นิรันดร์กาล

5. บทสรุปของวิวรณ์ และสุขภาวะของพระเจ้า

พระธรรมวิวรณ์เปิดเผยให้เห็นได้ว่า พระเจ้าปรารถนาให้เรามีความสุข เป็นน้ําพระทัยพระเจ้าที่ให้เรามีสุขภาวะอย่างสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมเหมือนที่เราทั้งหลายคาดหวัง แต่วิวรณ์ สอนให้เราเห็นถึงปัจจัยบางประการที่นําสู่ความสุขอย่างยั่งยืนและในทางของพระเจ้า

  1. วิวรณ์สอนให้เรารู้ว่า ความสุขแท้เกิดจากการมีชีวิตที่บริสุทธิ์และชอบธรรม วิวรณ์ให้เรา ตระหนักเสมอว่าเราทั้งหลายมีศัตรูคือมารร้ายที่คอยล่อลวงให้มีกิเลสตัณหา ทําผิดบาปต่อพระเจ้า และต่อพี่น้อง เราจะไม่สามารถมีสุขภาวะได้แน่ หากเราไม่ได้เริ่มต้นที่การกลับใจจากบาป การหันกลับจากการติดตามวิถีของโลกนี้ที่ล่อลวงเราให้หลงทางในความอยากได้อยากมีในการอธรรม การผิดศีลธรรม และมีชีวิตที่อยู่ในความหลอกลวง
  2. วิวรณ์สอนให้เรายืนหยัดอดทนในความบริสุทธิ์ ความถูกต้อง และในการติดตามวิถีของพระคริสต์ นั่นหมายความว่า ในการต่อสู้ยืนหยัดนี้เราอาจจะเผชิญความทุกข์ยากลําบากอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางสภาพสังคมที่ไม่สมบูรณ์ คนดีอาจถูกข่มเหงทั้งทางตรงและทางอ้อม ผู้ที่ติดตามวิถีของพระเยซูก็เจริญรอยตามวิถีของการแบกกางเขน และแสดงความรักความเมตตาต่อผู้ที่อาจจงเกลียดจงชังเรา เพราะความดีที่เรากระทํา ในด้านนี้ วิวรณ์กําลังสอนให้เรารู้ว่า แม้ความสุขเป็นน้ําพระทัยพระเจ้าสําหรับเรา แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขที่เราพึงมีในโลกนี้ คือการดําเนินชีวิต ที่ถูกต้อง ยืนหยัด ต่อสู้ในการติดตามวิถีของพระคริสต์
  3. วิวรณ์สอนให้เราตระหนักว่า สุขภาวะแท้จริงต้องนําสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตผู้เชื่อ กลับไม่ใช่เพียงมีชีวิตให้มีความสุขอย่างสมดุลเท่านั้น เพราะผู้เชื่อจะไม่สามารถมีความสุขแท้จริงได้โดยปราศจากความสัมพันธ์หรือความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับพระเจ้า ฉะนั้นสุขภาวะที่แท้จริงต้องกลับมาสู่การรู้จักพระเจ้าอย่างลึกซึ้งและการมีชีวิตที่พระองค์พอพระทัย นี่คือสุขภาวะผ่านคําสอนของพระธรรมวิวรณ์

1 WHO ให้คําจํากัดความของ สุขภาวะ (wellbeing) ว่าหมายถึง “สภาวะที่มีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม สุขภาวะไม่ใช่เพียงแต่การปราศจากความเจ็บป่วยหรือการมีชีวิตที่มั่นคงเท่านั้น” https://www.hsl.gov.uk/media/202146/5_kim_who.pdf สืบค้น 6 กรกฎาคม 2020
2 เราจะพบวรรณกรรมนี้ได้ในหนังสือพันธสัญญาเดิมบางเล่มบางตอน เช่น อิสยาห์ 24-27; ดาเนียล 7-12; เศคาริยาห์ 12-14 หรือข้อเขียนของคนยิวในช่วงศตวรรษแรก เช่น 1 เอโนค 2 บารุค 4 เอษรา เป็นต้น

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับสุขภาวะที่ดีฝ่ายจิตวิญญาณ (Spiritual Wellness) หน้า 20-29