คริสตจักรและการอภิบาลชีวิตชุมชน

ในช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ทางสถาบันฯ ได้มีนโยบายให้นักศึกษากลับไปยังภูมิลําเนา ส่วนบุคลากรทุกคนสามารถทํางานและขอให้อาศัยอยู่แต่ภายในบริเวณสถาบันฯ เท่านั้น เพื่อจะไม่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ในวันหนึ่งเมื่อมองลงมาจากตึกเรียนทําให้มองเห็นรถ หลายคันของบุคลากรที่จอดนิ่งอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ทุกคนมีน้ำมันอย่างเพียงพอและมีเครื่องยนต์ที่ยังใช้การได้ดี จึงทําให้คิดเล่น ๆ ว่า หากรถที่จอดนิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนคริสตจักรที่หยุดนิ่ง สถานการณ์ของคริสตจักรจะเป็นอย่างไร การขับเคลื่อนคงไปไหนไม่ได้ แต่ความเป็นจริงคริสตจักรต้องมีชีวิต และการมีชีวิตต้องแสดงว่ามีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งจะเคลื่อนไปตามทิศทางหรือเป้าหมายใด ก็คงเป็นตามลักษณะเฉพาะของคริสตจักรนั้น ๆ

หากเราคิดถึงเป้าหมายที่พระเยซูคริสต์ทรงสถาปนาคริสตจักรขึ้น คริสตจักรไม่ควรหยุดนิ่งอยู่ ที่เดิมอย่างแน่นอน แต่ต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายของพระองค์ คริสตจักรเป็นชุมชนของผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นผู้มีชีวิตที่เล็งถึงความสามารถที่จะกระทําสิ่งใดใดได้มีทักษะมีปัญญา มีความศรัทธา ไม่หยุดนิ่งและพร้อมจะขับเคลื่อนไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตในทุก ๆ ด้านให้ก้าวหน้าขึ้นได้เสมอ เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสถาปนาคริสตจักรขึ้น (มธ. 16:18-19) พระองค์ทรงมอบหมายพันธกิจแก่สาวกและบรรดาผู้เชื่อผู้มีชีวิตใหม่ได้เข้าไปสู่ชุมชน เพื่อสร้างผู้ที่เชื่อให้เป็นคริสตจักรของพระคริสต์ที่ส่องแสงแห่งความสว่างไปสู่จิตใจของผู้คน โดยมีต้นแบบคือพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงกระทําการอภิบาลชีวิตชุมชน ตามที่พระคัมภีร์บันทึกว่า

“พระองค์จึงทรงดําเนินไปตามเมือง และหมู่บ้านโดยรอบ ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขาทั้งหลาย ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า ทรงรักษาโรคและความเจ็บป่วยทุกอย่างให้หาย”

(มัทธิว 9:35)

เพื่อให้เป้าหมายของการเสด็จเข้ามาในโลกนี้ของพระองค์สําเร็จ คือการตั้งอาณาจักรแห่งแผ่นดินของพระเจ้า เป็นพระราชกิจแห่งการสร้างชีวิตใหม่ สังคมใหม่ และโลกใหม่ ที่จะช่วยนําให้มนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ดีขึ้นตามพระประสงค์ของพระเจ้า สานต่อพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่จะแผ่ขยายกว้างไกลออกไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก ตามพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์

พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ามาในโลกนี้เพื่อนําความสัมพันธ์ที่ดีของพระเจ้าที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ และต่อสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ดังที่พระองค์ตรัสเสมอว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะตั้งอยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงสําแดงความรักผ่านพระคํา คําสอน การปฏิบัติ พระลักษณะแห่งพระเจ้าและทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนให้มีคุณค่ามากขึ้น พระองค์ทรงกระทําหลากหลายรูปแบบ บางครั้งพระองค์ทรงรักษาโรคให้คนเจ็บคนป่วย บางครั้งพระองค์ทรงเลี้ยงอาหารให้ผู้คนได้กินอิ่มทั้งฝ่ายจิตวิญญาณและร่างกาย บางครั้งพระองค์สนทนาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตกับบางคนเพื่อนําพวกเขาให้เปลี่ยนแปลงใหม่ บางครั้งพระองค์ทรงมอบคุณค่าของชีวิตและทรงรับใช้ผู้คนเพื่อให้พวกเขาพบทางออกของชีวิตที่ดี ทรงช่วยผู้คนให้พ้นจากอํานาจของผีมารและโรคภัยต่าง ๆ (ลูกา 4:16-21) พระองค์ทรงสําแดงเป้าหมายสําคัญให้เราเห็นว่า ความสัมพันธ์ที่ดีจําเป็นต่อชีวิตในแผ่นดินของพระองค์ ความตายและการเป็นขึ้นสร้างเสรีภาพให้มนุษย์พ้นจากอํานาจของความบาปและทําสิ่งที่มนุษย์ทําไม่ได้ด้วยตนเอง คือการคืนความสัมพันธ์ที่มีต่อพระเจ้าด้วยการสร้างสัมพันธภาพที่นิรันดร์ ทรงประทานความหวังที่แน่นอนซึ่งไม่ถูกจํากัดด้วยสิ่งใดใดแก่มนุษย์ผ่านพ้นธกิจที่ทรงมอบให้กับคริสตจักร

คริสตจักรจึงเป็นแหล่งแห่งความหวังที่พระเยซูคริสต์ทรงสถาปนาขึ้น เพื่อจะสําแดงให้คนใน ชุมชนได้เห็นและรับความรักของพระเจ้า อีกทั้งเชิญชวนผู้คนได้เข้ามาสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อพระองค์ คริสตจักรเป็นพระกายของพระเยซูคริสต์บนโลกนี้ ที่มีบทบาทสําแตงอาณาจักรของพระเจ้าและกระทําพันธกิจตามที่พระเยซูคริสต์มอบหมายคือการสําแดงความรักและมอบสัมพันธภาพที่ดีเยี่ยมแก่ผู้คนเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน ข้อสังเกตที่สําคัญคือคริสตจักรจึงตั้งอยู่ในชุมชนกับชุมชนเพื่อชุมชน นั่นแสดงให้เห็นว่า หนึ่งในพันธกิจที่สําคัญของคริสตจักรคือการดูแลหรืออภิบาลชีวิตของผู้คนในชุมชนด้วยหรือไม่

เราจะมีส่วนช่วยให้คริสตจักรเริ่มดูแลชุมชนได้อย่างไร มี 3 สิ่งเริ่มต้นโดย

  1. ช่วยให้สมาชิกเติบโตขึ้น เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 14:5-14)
  2. ช่วยให้สาวกค้นพบการทรงเรียกและของประทาน เพื่อสําแดงความสัมพันธ์ของพระเยซูคริสต์แก่ชุมชน (โรม 12:1-8, กาลาเทีย 2:6-10)
  3. ช่วยนําสาวกสําแดงหรือหว่านความสัมพันธ์ที่ดีของพระเยซูคริสต์เข้าไปในชุมชน (กิจการ 18:1-4)

ช่วยให้นักศึกษาได้มีขั้นตอนการเรียนและปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Learning Process) ได้แก่ การมีส่วนร่วมในประสบการณ์การเรียนรู้การสะท้อนสิ่งที่เรียนรู้ การถอดบทเรียน รู้ที่ได้พบ และการนําไปใช้ให้เหมาะสม ดังภาพ

ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า การอภิบาลชีวิตชุมชนเป็นพันธกิจหนึ่งที่ควรเป็นแนวทางสําหรับคริสตจักรในยุคปัจจุบัน และเป็นการช่วยคริสตจักรได้ตระหนัก เรียนรู้ และตระเตรียมตนทั้งความเข้าใจและความเชื่อในพระคําของพระเจ้าในเรื่องการอภิบาลคริสตจักรและชุมชน เป็นน้ําพระทัยของพระเจ้าที่จะให้คริสตจักรเตรียมผู้คนให้สามารถดําเนินชีวิตอยู่ในอาณาจักรของพระองค์อย่างสมบูรณ์ นั่นคือการทําพันธกิจที่ครบองค์รวมทั้งสามด้าน ได้แก่ การเสริมสร้างคริสตจักร (building the church) การรับใช้สังคม (Serving Society) และการดูแลสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า (stewardship of creation) การตอบสนองของคริสตจักรย่อมควรตระหนักถึงการเตรียมผู้เชื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในพระคําของพระเจ้า เสริมสร้างทักษะการรับใช้พระเจ้า และส่งเสริมให้มีชีวิตที่เหมาะสมต่อการเป็นผู้นําด้านจิตวิญญาณ และการนําไปสู่ชีวิตที่สําแดงผลแห่งความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ผู้คนในชุมชนและสังคม การมองเห็นการพัฒนาการของสังคม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การทําพันธกิจ จึงคํานึงถึงสังคมยุคใหม่ หรือเรียกว่าสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม (multi-culture) ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ความคิด ภาษา ศาสนา วิถีชีวิต การเคลื่อนย้ายตลอดเวลาและมีความซับซ้อนกว่าสังคมในยุคเดิมมากนัก ขณะเดียวกัน ความเป็นพหุวัฒนธรรมจึงเป็นโอกาสที่คริสเตียนจะสําแดงความศรัทธาและเอกลักษณ์แห่งการเป็นศิษย์ของพระเยซูคริสต์ได้อย่างเปิดกว้างมากขึ้น การสร้างทีมทํางานที่ดีกว่าการทํางานโดยคน ๆ เดียว และที่สําคัญคริสตจักรสามารถทบทวนบทบาทของการสร้างผู้นํา สร้างผู้รับใช้ เป็นแหล่งพักพิงของสังคม และการสนับสนุนการพัฒนาบุคคลและกระตุ้นให้คริสเตียนได้หันมาดูแล รักษาสิ่งแวดล้อมของสังคมให้น่าอยู่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ดังที่อาจารย์เปาโลตระหนักดีว่า ท่านยอมเป็นคนทุกแบบต่อทุกคนเพื่อช่วยคนให้รอดเพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐ (1 โครินธ์ 9:19-23)

ด้วยเหตุนี้จึงเชิญชวนคริสตจักร ผู้นํา และพี่น้องคริสเตียนได้มองย้อนเพื่อทบทวนพันธกิจของคริสตจักรในปัจจุบันว่าควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่สําแดงพระเยซูคริสต์อย่างมีชีวิต ไม่หยุดนิ่ง แต่ขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางที่ชัดเจนและกว้างใหญ่ เพราะอาณาจักรของพระเจ้าที่ตั้งอยู่ไม่ใช่เฉพาะในคริสตจักรเท่านั้น แต่รวมทั้งชีวิตในชุมชนที่มีทั้งบุคคลและสิ่งแวดล้อม หรือเรียกว่าคริสตจักรที่ทําพันธกิจอภิบาลชีวิตชุมชนนั่นเอง จากหลักการและแนวคิดดังกล่าวทําให้ท่านผู้อ่านมีมุมมองต่อพันธกิจคริสตจักรและการอภิบาลชุมชนอย่างไร หากท่านผู้อ่านมีความสนใจหรือมีประสบการณ์ที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านสามารถติดต่อได้ที่สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับสุขภาวะที่ดีฝ่ายจิตวิญญาณ (Spiritual Wellness) หน้า 38-41