80 ปีสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (ค.ศ.1941-2021)

เบื้องหลัง

ภูมิหลังของสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์มาจากคริสตจักรภาค 7 ในปี ค.ศ. 1924 ศาสนาจารย์ซิวเต็ง แซ่อึ้ง เป็นศาสนาจารย์ประจำคริสตจักรสะพานเหลืองได้เชิญชวนคริสตจักรจีนในประเทศไทยให้รวมตัวกันตั้งเป็น “ศูนย์ประสานงานคริสตจักรจีนในประเทศไทย” เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันและรวมพลังรับใช้พระเจ้าให้เกิดผลยิ่งขึ้น มีการตอบสนองเป็นอย่างดี โดยมี คริสตจักรไมตรีจิต คริสตจักรสะพานเหลือง และคริสตจักรสาธร เป็นแกนนําศูนย์ประสานงาน คริสตจักรจีนในประเทศไทย จนถึงปี ค.ศ. 1934 จึงได้ร่วมมือกับคริสตจักรอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่แล้ว 6 ภาค ก่อตั้งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยใช้ชื่อ “คริสตจักรภาค 7” เป็นภาคของคริสตจักร จีนทั่วประเทศไทยขณะนั้น

การก่อตั้งสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์

คริสตจักรภาค 7 ได้ร่วมมือกันรับใช้พระเจ้าอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานฟื้นฟูด้วยกัน เช่น การฟื้นฟูของศาสนาจารย์ จอห์น ซง ในปี ค.ศ.1939 ซึ่งช่วยให้คริสตจักรจีนในประเทศไทยตื่นตัวฝ่ายจิตวิญญาณ จึงได้ร่วมกันจัดตั้งทีมประกาศพระกิตติคุณ แต่พันธกิจสำคัญที่คริสตจักรภาค 7 ได้ทำในช่วงนั้นคือการสร้างบุคลากรที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้า โดยได้ร่วมกันก่อตั้ง โรงเรียนอบรมพระคัมภีร์ขึ้นในปี ค.ศ. 1941 “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่งกวง” (ปัจจุบันคือสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์, บีไอที) เพื่อเตรียมผู้รับใช้พระเจ้าให้กับคริสตจักรจีนในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ผู้สําเร็จการศึกษารุ่นแรกเป็นอนุชนระดับแกนนําของคริสตจักรจีน คือคริสตจักรไมตรีจิต คริสตจักรสะพานเหลือง และคริสตจักรสาธร

ปัจจุบันสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ ครบรอบ 80 ปี (ค.ศ.1941-2021)

เริ่มต้นจากปี ค.ศ. 1941 เนื่องจากสงครามเอเซียบูรพา คริสตจักรจีนในเวลานั้นไม่สามารถเชิญผู้รับใช้พระเจ้ามาจากประเทศจีนได้ และยังขาดผู้รับใช้พระเจ้าอีกมาก ขณะนั้นมีอาจารย์สตรีชื่อ “เจียว เหวย เงิน” จากพระคริสตธรรมในเมืองเซี่ยงไฮ้มาเทศนาฟื้นฟูและสอนพระคัมภีร์ เมื่อท่านทำพันธกิจเสร็จก็ไม่สามารถกลับประเทศจีนได้เพราะอยู่ในช่วงสงคราม คณะธรรมกิจคริสตจักร ภาค 7 จึงเชิญอาจารย์เจียว เหวย เงินให้ช่วยเปิดอบรมสร้างอนุชนเตรียมไว้เป็นผู้รับใช้พระเจ้าต่อไป ดังนั้น “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่งกวง” หลักสูตร 2 ปี จึงได้เกิดขึ้น ใช้คริสตจักรสาธรเป็นสถานที่ ฝึกอบรม มีนักศึกษารุ่นแรกที่สำเร็จการศึกษามาจากแกนนําของคริสตจักรไมตรีจิต คริสตจักรสะพานเหลือง และคริสตจักรสาธร น่าเสียดายที่ “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่งกวง” สร้างผู้รับใช้พระเจ้า ได้ 2 รุ่นเท่านั้นก็ต้องปิดไป

พระเจ้ายังทรงทํางานต่อไปเพราะ “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่งกวง” ได้เริ่มต้นใหม่ในปี ค.ศ.1949 โดยศาสนาจารย์เกรแฮม ฟูเลอร์ ศิษยาภิบาลของคริสตจักรสะพานเหลือง ได้ใช้อาคารที่พักในซอยสะพานสว่าง (น่าจะเป็นโรงเรียนเยนเฮส์ฯ ในสมัยก่อน) การศึกษาใช้เวลา 3 ปี หลักสูตรแบบโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์ จนถึงปี ค.ศ.1951 ศาสนาจารย์เกรแฮม ฟูเลอร์ กลับสหรัฐอเมริกา จึงได้ ส่งมอบพันธกิจนี้แก่ ศาสนาจารย์ คลิฟฟอร์ด เชฟฟี่ ดูแลเป็นผู้อํานวยการตั้งแต่ปี ค.ศ.1949-1959 มีนักศึกษาจบ 5 รุ่นด้วยกัน

ปี ค.ศ.1960 เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คณะธรรมกิจภาคเห็นชอบให้ซื้อที่ดินในซอยสวัสดี สุขุมวิท 31 พร้อมบ้าน 3 หลัง ใช้เป็นสถานที่เรียนและที่พักของนักศึกษา โดยศาสนาจารย์ คลิฟฟอร์ด เซฟฟ์ ได้ดำเนินการให้ “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่งกวง” ยกระดับเป็นโรงเรียนอบรม พระคัมภีร์อย่างเป็นทางการ และได้รับอนุมัติการจัดตั้งเป็นโรงเรียนสอนศาสนา จากกระทรวง ศึกษาธิการในชื่อ “โรงเรียนอบรมพระคัมภีร์คริสเตียน” (The Bible Training School) หลักสูตร 3 ปี

โรงเรียนฯ เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เพราะศิษย์เก่าออกไปรับใช้พระเจ้าทั้งที่คริสตจักรจีนและคริสตจักรไทย พวกเขาเป็นพยานชีวิตการรับใช้พระเจ้าที่ดี ไม่เพียงอยู่ในคริสตจักรภาค 7 แต่ยังรับใช้ที่คริสตจักรภาคอื่นๆ ที่อยู่ในสภาคริสตจักรในประเทศไทยอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือการเริ่มเข้าเป็นสมาชิก สมทบของสมาคมศาสนศาสตร์ศึกษาแห่งเอเชียอาคเนย์ (Association for Theological Education in South Asia-ATESEA) ในปี ค.ศ. 1970 และมีการจัดหลักสูตรตามสถาบันศาสนศาสตร์สากล

ในปี ค.ศ.1971 ได้เปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์คริสเตียนเป็น “โรงเรียนกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์” ในปี ค.ศ. 1975 ได้เข้าเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของสมาคมศาสนศาสตร์ศึกษาแห่งเอเชียอาคเนย์ (ATESEA) และ สมาคมศาสนศาสตร์ศึกษาแห่งเอเชีย (Asia Theological Association – ATA)

ในปี ค.ศ.1980 ได้เริ่มหลักสูตรศาสนศาสตร์ตรี (B.Th.) สอนเป็นภาษาไทยแทนภาษาจีน และ ในปี ค.ศ.1984 ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับศาสนศาสตร์ตรี จากกรรมการรับรองมาตรฐานการศึกษา (Accreditation Commission) ของสมาคมศาสนศาสตร์ศึกษาแห่งเอเชีย อาคเนย์ และปี ค.ศ. 1995 ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับศาสนศาสตร์โท (M.Div.)

นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านทางด้านวิชาการและหลักสูตรการศึกษาแล้ว ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การย้ายสถานศึกษาจากสุขุมวิท 31 ซอยสวัสดี มาที่สุขุมวิท 101/1 ซอยวชิรธรรมสาธิต 37 ในปี ค.ศ. 1985 เพราะได้ขยายการศึกษารองรับอนุชนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็น ที่ตั้งบีไอที (BIT) ในปัจจุบัน

ในปี ค.ศ.2006 ได้เข้าเป็นสถาบันสมทบมหาวิทยาลัยคริสเตียน และ ต่อมาในปี ค.ศ.2008 ได้เปลี่ยนเป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยคริสเตียน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะคริสตศาสนศาสตร์” ซึ่งปริญญาได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทย

80 ปี มี 8 เรื่องที่เป็นจุดเด่นของสถาบันบีไอที

  1. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) เกิดขึ้นจากความต้องการผู้รับใช้พระเจ้าของคริสตจักรจีนในขณะนั้น (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941) และได้พัฒนาจนเป็นหลักสูตรภาษาไทยถึงขณะนี้ เป็นเวลา 80 ปีแล้ว ได้ผลิตผู้รับใช้พระเจ้าให้กับคริสตจักรภาค 7 และภาคอื่น ๆ ในสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย และคริสตจักรอื่น ๆ ทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ และจะก้าวต่อไปโดยการทรงนําของพระเจ้า
  2. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ยึดหลักความเชื่อขั้นพื้นฐาน คือ เชื่อว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ได้รับการดลใจ เป็นมาตรฐานสูงสุดของความเชื่อ เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง และไม่มีข้อผิดพลาดแต่ประการใด และเชื่อว่าหลักข้อเชื่อของอัครทูต (Apostolic Creed) และหลักข้อเชื่อในเซีย (Nicene Creed) ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากคริสตจักรยุคต้น เป็นหลักความเชื่อพื้นฐานที่ถูกต้องของคริสเตียน
  3. สถาบันคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) เป็นสถาบันศาสนศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนการเงินจากคริสตจักรในท้องถิ่นตั้งแต่เริ่มต้น คริสตจักรภาค 7 ได้ก่อตั้งสถาบันขึ้นมาเพื่อเตรียมผู้รับใช้พระเจ้า จึงได้ให้การสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขณะนี้ ไม่ว่าการซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งซอยสวัสดิ์ สุขุมวิทซอย 31 ย้ายมาอยู่ที่สุขุมวิท 101/1 ซอย 37 และอาคารใหญ่ 4 หลัง รวมทั้ง ที่ดินที่วังม่วง สระบุรี 52 ไร่ เพราะมีพี่น้องคริสเตียนที่รักสถาบันนี้ ได้สนับสนุนอย่างสุดกําลัง และ ในปี ค.ศ.2021 ได้ซื้อที่ดินด้านหน้าติดกับสถาบันเพิ่มขึ้น 200 ตารางวา
  4. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) เป็นสถาบันที่ตระเตรียมผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อคริสตจักร ด้วยเหตุนี้เป้าหมายสําคัญ คือ เตรียมผู้รับใช้พระเจ้าให้คริสตจักร องค์กรคริสเตียน เช่น สถาบันการศึกษาของคริสเตียน โรงพยาบาล และองค์กรอื่น ๆ ของคริสเตียน ทุกวันนี้มีศิษย์เก่าเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรของภาคต่าง ๆ ในสภาคริสตจักรเกือบทุกภาค และสังกัดอื่น ๆ อีกมากมาย
  5. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ได้ให้งานส่วนศาสนศาสตร์ระดับตรีเข้าเป็นคณะคริสตศาสนศาสตร์ เป็นปริญญาตรี (B.A.) ของมหาวิทยาลัยคริสเตียน
  6. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ได้ให้บริการวิชาการแก่สังคมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโครงการพัฒนาพันธกิจคริสตจักร (SOM) ร่วมมือกับสภาคริสตจักรในประเทศไทย เปิดอบรมผู้ปกครอง มัคนายก และผู้นําทั่วไป (โครงการ STEP) และโครงการอื่น ๆ
  7. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ได้ให้นักศึกษาได้ฝึกฝนและเข้าถึงสังคมที่เป็นอยู่ โดยร่วมมือกับองค์กรคริสเตียนที่ทําพันธกิจด้านสังคมโดยเฉพาะ นักศึกษาเข้าพื้นที่เรียนรู้ ปฏิบัติจริง เช่น โครงการสร้างผู้นําอบรมหลักสูตรองค์รวม ร่วมกับมูลนิธิครุณาทร โครงการฟื้นฟู คุณภาพชีวิตชุมชนกับองค์กรศุภนิมิต เป็นต้น
  8. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ได้ปรับเปลี่ยนให้ทันโลกยุคดิจิทัล เช่น ภาวะโรค ระบาดโควิด 19 เป็นยุคสงครามเชื้อโรค ประเทศล็อกดาวน์ สถานศึกษาทั่วประเทศต้องปิดการเรียนการสอนปกติ ขอบคุณพระเจ้าที่บีไอที่ได้ปรับแผนการเรียนการสอนทางออนไลน์ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2020-2021 ศาสนศาสตร์ระดับโท (M.Div.) ได้พัฒนาการสอนเป็น E-learning จะมีนักศึกษาเรียนพร้อมกันทั้งในห้องเรียนและทางไกล แม้แต่นักศึกษาอยู่ต่างประเทศก็สามารถเรียน E-learning ได้

จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว
เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง”
(2 ทิโมธี 2:15)

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ 80 ปี BIT (The Beginning of A New Normal) หน้า 8-13