คําเทศนาวันระลึกและการเฉลิมฉลองครบ 80 ปีบีไอที

หัวข้อเทศนา : ทีละระยะ | พระธรรม : กันดารวิถี 33:1-4

มีคํากล่าวว่า

การเดินทางชีวิตที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ “จุดหมายปลายทาง”

แต่อยู่ที่ “ระหว่างทางที่เดิน” ต่างหาก

แผ่นดินแห่งคําสัญญาคือ “จุดหมายปลายทาง” ของคนอิสราเอล และ “ระหว่างทางที่เดิน ต้องใช้เวลาถึง 40 ปี พระธรรมกันดารวิถีบทที่ 33 เป็นการนับเส้นทางและอยู่ในระหว่างทางที่ เดินสู่จุดหมาย ตลอดการเดินทาง “ทีละระยะ” นั้น พระวจนะของพระเจ้ากําลังตรัสอะไรกับเรา ผ่าน “ระหว่างทางเดิน” ของคนอิสราเอล ในการเดินตามพระเจ้าและการรับใช้ในพันธกิจที่พระองค์ ทรงมอบหมายให้เรากระทำ

ประการที่ 1 ทีละระยะภายใต้การนําของโมเสสและอาโรน

พระเจ้าเห็นความทุกข์ของอิสราเอลที่อยู่ในประเทศอียิปต์ ได้ยินเสียงร้องถึงความทุกข์ร้อนต่าง ๆ เนื่องจากการกดขี่ของพวกนายงาน พระองค์ต้องการช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์ และนําเขาออกจากประเทศนั้นไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวางที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ และพระเจ้า ทรงเรียก “โมเสส” ให้นําระหว่างทางที่เดินและอาโรนเป็นผู้ช่วย ตั้งแต่การออกจากการเป็นทาส ในประเทศอียิปต์จนเกือบถึงสถานที่เป้าหมาย (อพยพ 3:1-8) หากระหว่างทางที่เดินสำคัญ ผู้นํา ที่นําระหว่างทางที่เดินก็สำคัญยิ่ง

พระเจ้าทรงเรียกโมเสสในขณะที่กําลัง “เลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธรพ่อตาผู้เป็นปุโรหิตของ คนมีเดียน”

  • เป็นคนเลี้ยงสัตว์ที่ยากจน ไม่ใช่เจ้าชายแห่งอียิปต์ที่มั่งคั่ง
  • มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ไม่มีตำแหน่งที่มีอำนาจสั่งการ
  • เป็นฆาตรกรที่หนีการลงโทษที่ฟาโรห์พร้อมจะเอาชีวิต – ไม่ใช่ฐานะของผู้ต่อรองที่จะพาแรงงานฟรีที่สร้างประโยชน์ให้คนอียิปต์ออกไป
  • มีอายุ 80 ปีที่ควรจะพักผ่อนและใช้วิตลงหลักปักฐาน – ไม่ใช่อายุ 40 ปีที่มีกําลังวังชา ที่พร้อมผจญภัยในต่างแดน

ยิ่งกว่านั้นการกลับไปยังประเทศอียิปต์แม้จะเป็นสถานที่ที่เขาเกิดและเติบโตจนถึงอายุ 40 ปี ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย อียิปต์วันนี้ไม่เหมือนเดิม ผู้นําประเทศไม่ใช่คนเดิม และแม้แต่คนชนชาติเดียวกัน ก็ไม่เหมือนเดิม ด้วยข้อจํากัดต่าง ๆ เหล่านี้ โมเสสจึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะปฏิเสธและมีข้ออ้างกับพระเจ้า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า จึงจะไปเฝ้าฟาโรห์และนําคนอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพยพ 3:11)

ในที่สุด คนอิสราเอลออกมาอย่างอาจหาญต่อหน้าต่อตาชาวอียิปต์ทั้งหมด โมเสสยอมรับการเป็นผู้นําระหว่างทางที่เดิน พระเจ้ากระทำการยิ่งใหญ่ผ่านมือของโมเสส คนอียิปต์โปรดปราน ให้ทรัพย์สินแก่คนอิสราเอล จึงทำให้มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการเดินทาง (อพยพ 3:21-22) อาโรนเป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลัง เป็นผู้จัดระเบียบชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณตลอดการเดินทาง โมเสสรับรู้ถึงความทุกข์ยากของคนทั้งชนชาติขณะเป็นทาส สำหรับโมเสสการออกจากอียิปต์ แม้ยาก แต่ที่ยากยิ่งกว่าคือการนําคนอิสราเอลระหว่างการเดินทางสู่แผ่นดินแห่งคําสัญญา คําบ่น…. การต่อว่า การปฏิเสธความกดดัน “ข้าพเจ้าตั้งครรภ์คนเหล่านี้มาหรือ” (กดว.11:12) เป็นคําถามที่อาจไม่ต้องการคําตอบ แต่จากประสบการณ์การเป็นผู้เลี้ยงแพะแกะในถิ่นทุรกันดารถึง 40 ปี ทําให้ โมเสสมีความเข้าใจ จึงทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์

การนำระหว่างการเดินทางนั้นสำคัญ พระเจ้าทรงใช้ผู้นำที่ดูเหมือนไม่มีความพร้อม และไม่อยู่ในจังหวะที่เหมาะสม บีไอที่เริ่มต้นจากนักเทศน์จากประเทศจีนที่มาเทศนาฟื้นฟูในประเทศไทยและไม่สามารถกลับประเทศของตนได้ เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (สงครามเอเชียบูรพา) คณะธรรมกิจคริสตจักรภาค 7 จึงเชิญท่านเปิด “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่งกวง” เพื่อสร้างอนุชนให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ วันนั้น จนกระทั่งถึงวันนี้ ระยะการเดินของบีไอที่ 80 ปี มีผู้ที่พระเจ้าเรียกอย่างอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้เริ่มต้น ผู้ทําพันธกิจ ผู้ร่วมนิมิต ผู้สนับสนุน ผู้บริหารและทีมทำงาน ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานการสร้างผู้รับใช้พระเจ้า ท่านอาจเป็นคนหนึ่งที่พระเจ้าเรียกเพื่อพันธกิจ ไม่จำเป็นต้องพร้อมทุกด้านหรือมีหลักประกันที่มั่นคงถึงสามารถรับใช้พระเจ้าได้ บีไอที มาถึงวันนี้ได้เพราะมีกลุ่มคนที่เป็นทั้งโมเสสและอาโรน ในพันธกิจของพระเจ้าด้านอื่น ๆ ก็เช่นกัน พระเจ้าทรงเรียกผู้คนอย่างอัศจรรย์เสมอให้เป็นผู้นำระหว่างทางที่เดินไปสู่เป้าหมายนั้น ๆ

ประการที่ 2 ทีละระยะตามเส้นทางที่พระเจ้านำ

การเดินทางในปัจจุบันเราใช้ Google map และมีสิริบอกตลอดเส้นทาง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือตรงไป ซึ่งเราสามารถเลือกเส้นทางลัด กำหนดเส้นทางและระยะเวลาก่อนการเดินทาง แต่สำหรับการเดินทางครั้งนี้ คนอิสราเอลและแม้แต่โมเสสผู้นำก็ไม่รู้จักเส้นทาง มีพระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้นําทาง (จีพีเอส: Global Positioning System) จากเส้นทางลัดเป็นการเดินทางอ้อมที่ใช้ เวลาที่ยาวนาน (อพยพ 13:17-18) บนเส้นทางใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ความกลัว และความกังวลเกิดขึ้นตลอดเส้นทางการเดินทาง เพราะถิ่นทุรกันดารไม่ใช่อุทยาน แต่ “พวกเขาออกเดินทางทีละระยะ ตามพระบัญชาของพระยาห์เวห์” ซึ่งแต่ละระยะมีวัตถุประสงค์เพื่อการเตรียมชีวิตให้คู่ควรกับการเป็นประชากรของพระเจ้าและผู้ครอบครองแผ่นดินแห่งพันธสัญญาที่อุดมสมบูรณ์

ระยะแรก : จากราเมเสสมุ่งสู่ภูเขาซีนาย เป็นการ “ออกจาก” สถานะความเป็นทาสสู่การรับรอง เป็นชนชาติของพระเจ้า เส้นทางระยะนี้พระเจ้าให้คนอิสราเอลเรียนรู้ความไว้วางใจพระเจ้าเรื่องความต้องการด้านร่างกาย ความสำคัญและความปลอดภัย ออกจากอียิปต์อย่างมีชัย ข้ามทะเลแดงเหมือนเดินบนพื้นดินแห้ง เดินทางสะดวกด้วยเสาไฟที่ส่องยามค่ำคืนที่มืดมิด ร่มเงาจากเสาเมฆในกลางวันที่ร้อนระอุ น้ำพุเย็นฉ่ำที่เอลิม อาหารเลิศรสด้วยมานาในถิ่นทุรกันดารจีน น้ำดื่มจากก้อนหินที่เรฟีดิม และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นชนชาติกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า ช่างเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น จากคํา “บ่นว่า” เป็น “การขอบคุณและวางใจ” ในการจัดเตรียม ทรงนําและการยกชูของพระเจ้า (อพยพ 19:4)

ระยะที่สอง : จากซีนายสู่ที่ราบโมอับ เป็นการเดินทาง “ระหว่าง” ทางในถิ่นทุรกันดารที่ยาวนาน ความมั่นคงด้านจิตใจถูกทดสอบ คนอิสราเอลอยู่ระหว่างการตัดสินใจจะไปต่อไปหรือพอแค่นี้ จะเป็นชนชาติใหญ่ที่เป็นพรหรือกลับไปเป็นทาสดังเดิมที่รับใช้เจ้านายแห่งอียิปต์ โมเสสส่งคนสอดแนมไป สำรวจดินแดนเป้าหมาย คนส่วนใหญ่อยากกลับไปในที่ ๆ คุ้นเคย “ร้องลั่นและร้องไห้” (กดว.14:1) บอกถึงสภาพใจที่ท้อแท้และหดหู่ หากจะเป็นชนชาติคงไม่สามารถคิดแบบทาส ทัศนคติและมุมมองต้องปรับเปลี่ยน การยกใจและการยืนหยัดอย่างมั่นคงสำคัญมากที่พร้อมจะไปต่อและรับสิทธิพิเศษในดินแดนแห่งคําสัญญา

ระยะที่สาม : ณ ที่ราบโมอับ เป็นการเตรียม “เข้าสู่” ดินแดนแห่งคําสัญญา เป็นการเตรียมความพร้อมด้านจิตวิญญาณในความสัมพันธ์กับพระเจ้า โมเสสทบทวนพันธสัญญาและเตรียมชีวิตครุ่นใหม่ กําชับให้เชื่อฟังพระเจ้า เพื่อชีวิตแห่งพระพร “จงดูเถิด ในวันนี้ข้าพเจ้าได้วางชีวิตและสิ่งดี ความตายและสิ่งร้ายไว้ต่อหน้าท่าน คือในการที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ให้รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินในพระมรรคาทั้งหลายของพระองค์และให้รักษาพระบัญญัติ และกฎเกณฑ์และกฎหมายของพระองค์ แล้วท่านจะมีชีวิตอยู่และทวีมากขึ้น และพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านจะอํานวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดินซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้น” (ฉธบ.30:15-16) คนรุ่นเก่า ที่ดื้อรั้นและลองดีกับพระเจ้า เสียชีวิตในถิ่นทุรกันดารไม่มีสิทธิ์เข้าสู่ดินแดนแห่งคําสัญญา มีเพียงคนรุ่นใหม่ โยชูวาและคาเลบ (กดว.14:29-30)

การฝึกฝนตลอด 40 ปีในการเดินทาง ชนชาติอิสราเอลต้องเดินผ่านเส้นทางยาก ๆ แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็มีประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่กับพระเจ้าและเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม หลายครั้งที่พวกเขามองเห็น “ปัญหา อุปสรรค และข้อจํากัด” แต่พระเจ้าก็ทรงทำให้เห็น “ทางออก ความเป็นไปได้ และการจัดเตรียมที่อัศจรรย์”

ก้าวต่อไปของการทำพันธกิจและชีวิตบนเส้นทางในการติดตามพระเจ้า คงไม่แตกต่างจากเส้นทางเดินของคนอิสราเอล ความไม่คุ้นชินบนเส้นทางใหม่ที่มีการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา รูปแบบการใช้ชีวิต ความเชื่อ และวิถีชีวิตในคริสตจักร โลกวันนี้มีฉายาว่า “โลกแห่งความผันผวน” หรือ โลกยุครูก้า (VUCA World) ซึ่งเป็นคําย่อจาก

  • V (Volatility) คือ ความผันผวน และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
  • U (Uncertainly) คือ ความไม่แน่นอน ยากต่อการตัดสินใจ
  • C (Complexity) คือ ความซับซ้อนในเชิงระบบและโครงสร้าง และ
  • A (Ambiguity) คือ ความคลุมเครือไม่ชัดเจน และไม่สามารถคาดเดาผลได้ เมื่อไม่สามารถกำหนดและวางแผนได้ อาจทำให้เราหวาดหวั่น และหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนแต่มีพระเจ้า ผู้นําทางในเส้นทางนี้ ยอมรับการนําทุกระยะการเดิน เพื่อการมีประสบการณ์ใหม่ ๆ กับพระเจ้า

ประการที่ 3 บันทึกทุกระยะตามคําบัญชาของพระเจ้า

พระธรรมกันดารวิถี 33 เกือบทั้งบทเป็นชื่อ 40 สถานที่ตลอดระยะการเดินทางของคนอิสราเอล ตั้งแต่ราเมเสสจนถึงที่ราบโมอับ ในที่สุดมาถึงที่พักข้างแม่น้ำจอร์แดน ตรงกันข้ามเมืองเยรีโค เพื่อ เตรียมเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา โดยผิวเผินดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ… เป็นแค่ชื่อสถานที่ ๆ อ่านยากและไม่คุ้นเคย เป็นเส้นทางการเดินวนเวียนไปมาในถิ่นทุรกันดาร 40 ปี “แต่พระเจ้าตรัสสั่งให้โมเสสบันทึกชื่อสถานที่ตามระยะการเดินทางที่ผ่านมา” อะไรคือเหตุผลที่พระเจ้าให้โมเสสบันทึก? และคงไม่ง่ายสำหรับโมเสสที่จะย้อนความทรงจำกลับไปยังวันแรก ๆ ซึ่งผ่านมาเนิ่นนาน ไม่มีจุด เช็คอิน ไม่มีบันทึกภาพความทรงจำ และไม่มีการรีเฟรชขึ้นหน้าฟีดเฟสบุ๊ค แต่การนั่งลงบันทึก ได้ใช้เวลาคิดทบทวนเหตุการณ์และเวลาที่ผ่านมาทำให้…

โมเสสเห็นตนเอง เมื่อโมเสสบันทึกทำให้ย้อนรําลึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ น่าชื่นใจไม่น้อยสำหรับโมเสสกับการเดินอย่างใกล้ชิดกับพระเจ้าก้าวต่อก้าว มีความทรงจําดี ๆ เกิดขึ้นในทุกสถานที่ ภัยพิบัติ 10 ประการในประเทศอียิปต์ การข้ามทะเลแดงที่ปีหะหิโรท น้ำขมดื่มได้ที่มาราห์ มานาที่ถูกจัดเตรียมในถิ่นทุรกันดารจีน ชัยชนะในการทําสงครามที่เรฟีดีม รับบัญญัติ 10 ประการที่ภูเขาซีนาย นกคุ้มที่ ขบโรทหัทธาอาวาห์ และอื่น ๆ จากวันที่ไม่พร้อม แต่มาถึงวันนี้ได้อย่างไร ด้วยคําสัญญาของพระเจ้าที่บอกกับโมเสสว่า “เราอยู่กับเจ้าแน่” (อพยพ 3:12) จึงทำให้ท่านสามารถกระทำการที่ยิ่งใหญ่นี้ได้

โมเสสเห็นผู้คน ผู้ที่อยู่เคียงข้างในทุกสถานการณ์ตลอดการเดินทาง อาโรนผู้อยู่เบื้องหลัง สนับสนุนจนวาระสุดท้ายของชีวิต เยโธรพ่อตาที่ปรึกษาด้านการจัดระเบียบบริหาร อาโรนและเฮอร์เป็นผู้ยกแขนทั้งสองข้างในยามหมดแรงขณะทำสงคราม โยชูวาและคาเลบผู้สอดแนมที่นําความหวังอันน่าชื่นใจ และโยชูวาผู้นําที่พร้อมจะทำภารกิจที่สำคัญต่อไปโดยการนําคนรุ่นใหม่เข้าครอบครองดินแดนแห่งพันธสัญญา โมเสสมีผู้คนร่วมเดินและสนับสนุนในทุกระยะการเดินทาง

โมเสสเห็นพระเจ้า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” เป็นพระนามพระเจ้าที่สำแดงแก่โมเสส พระเจ้าสนใจและห่วงใยทุก ๆ ที่ที่พระองค์นํา เพราะแต่ละสถานที่ตลอดเส้นทางไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือการยืนยันถึงความซื่อสัตย์ ความรัก การทรงนํา การจัดเตรียม และการดูแลของพระเจ้า “เราได้นําพวกเจ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี เสื้อผ้าของเจ้าไม่ได้ขาดวิ่นไปจากเจ้า และรองเท้าไม่ได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า” (ฉธบ.29:5)

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต โมเสสเห็นการกระทำของพระเจ้าผ่านมือของท่านเพื่อคนอิสราเอล “ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่มีผู้เผยพระวจนะคนใดเกิดขึ้นในอิสราเอลเสมอโมเสส ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรู้จักหน้าต่อหน้า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนท่านในเรื่องหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ซึ่งพระเจ้าทรงใช้ท่านให้กระทำในแผ่นดินอียิปต์ ต่อฟาโรห์และต่อบรรดาข้าราชบริพารของฟาโรห์ และต่อแผ่นดินของท่านทั้งสิ้น และในเรื่องอำนาจยิ่งใหญ่ และกิจการอันน่าเกรงกลัวและใหญ่โตซึ่งโมเสสกระทำ ในสายตาของคนอิสราเอลทั้งปวง” (ฉธบ. 34:10-12) เป็นความจำเป็นที่จะจดจําเมื่อวานนี้ เพื่อเป็นคําตอบและคำอธิบายของวันนี้ และเป็นความหวังสำหรับการก้าวไปในวันพรุ่งนี้

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับ 80 ปีบีไอทีที่พระองค์ทรงนําจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จนถึงปัจจุบันที่มีการพัฒนาและขยายเป็นสถาบันศาสนศาสตร์ที่เข้มแข็ง สร้างและผลิตผู้ใช้พระเจ้าที่มีหัวใจแห่งการอภิบาลทั่วประเทศ เป็นมิชชันนารีในหลายประเทศ รวมทั้งนักวิชาการพระคัมภีร์และ นักศาสนศาสตร์อีกเป็นจํานวนมาก

เชิญชวนทุกท่านร่วมก้าว “ระยะต่อไป” กับบีไอที เพื่อบรรลุเป้าหมายของการ “เป็นสถาบันคริสตศาสนศาสตร์ที่ผลิตและสร้างเสริมผู้รับใช้พระเจ้าให้มีคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ โดยการรับใช้คริสตจักร องค์กร และชุมชนด้วยความมั่นคงและยั่งยืน”

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ 80 ปี BIT (The Beginning of A New Normal) หน้า 20-26