New Generation – เสริมสร้างคนรุ่นใหม่

หนึ่งในธีม 80 ปีของบีไอที่นั้นได้เน้นเรื่องการเสริมสร้างคนรุ่นใหม่ เพราะเราทุกคนต่างก็รู้ว่า หากขาดคนรุ่นใหม่มารับช่วงต่อ องค์กรนั้น ๆ ก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ อยู่มา 80 ปี ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะอยู่ต่อไปได้

เราพบเห็นองค์กรเก่าแก่หลายแห่งประสบปัญหาต้องปิดตัวไป ธุรกิจครอบครัวรุ่นพ่อไม่มีลูกหลานมาสืบสานต่อ คริสตจักรเก่าแก่ที่มีแต่ผู้สูงวัยก็ทยอยปิดตัวลงประกาศขายหรือเปลี่ยนไป เป็นร้านอาหาร! บางพันธกิจที่ทำอยู่ในคริสตจักรต้องหยุดไปเพราะไม่มีใครมารับผิดชอบต่อ ปัญหาคลาสสิคที่พบเห็นได้ทั่วไป

นี่ยังไม่นับการที่ต้องเผชิญกับปัญหาการถูกดีสรัปชั่น ถูกการเปลี่ยนแปลงมาบีบให้ผู้ที่ไม่ยอม เปลี่ยนแปลงต้องปิดตัวเองไป

สิ่งเหล่านี้กษัตริย์ซาโลมอนได้กล่าวไว้ในปัญญาจารย์แล้วว่า

“ข้าพเจ้าเกลียดการตรากตรำทั้งสิ้น ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ เพราะข้าพเจ้า จําต้องละการนั้นไว้ให้แก่คนที่มาภายหลังข้าพเจ้า แล้วใครจะไปทราบว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนมีสติ ปัญญาหรือคนเขลา กระนั้นเขาก็ครอบครองการตรากตรำทุกอย่างของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้ตรากตรำ มาและใช้สติปัญญาทำภายใต้ดวงอาทิตย์ นี่ก็อนิจจังด้วย ข้าพเจ้าจึงหันกลับและท้อแท้ใจนักถึงเรื่อง การตรากตรำทั้งสิ้น ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำมาภายใต้ดวงอาทิตย์ เพราะว่ามีคนที่ตรากตรำโดยใช้สติ ปัญญา ความรู้และความชํานาญ แต่แล้วก็ละส่วนแบ่งของเขาให้อีกคนหนึ่งที่หาได้ตรากตรำทําเพื่อ การนั้นไม่ นี่ก็อนิจจังด้วยและสามานย์ยิ่ง”

(ปัญญาจารย์ 2:18-21)

กษัตริย์ที่ฉลาด ยิ่งใหญ่ ร่ำรวย มีทุกสิ่งที่พร้อม ทําไมจึงกล่าวเช่นนี้

เพราะความจริงนี้ได้เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง หากเราไม่สามารถเสริมสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาได้ สิ่งที่ ได้สร้างไว้ก็อาจจะหายไปหรือหมดไปอย่างรวดเร็ว คริสตจักรที่ผู้เชื่อร่วมกันสร้างด้วยชีวิต กลับกลาย เป็นตึกร้าง ศิษยาภิบาลที่ฟูมฟักเลี้ยงดูสมาชิกเป็นร้อย ๆ คน กลับหายไปหมดหลังจากเกษียณอายุ

เมื่อเราไม่ได้เตรียมการให้ดีในการสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาก็จะเจอกับปัญหาเหล่านี้ และในปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะเตรียมการมาดีก็ยังไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่มีปัญหาของการสืบทอด เจตนารมณ์ในองค์กรต่อไป

มารู้จักคนในแต่ละวัยกัน

เราคงได้คุ้นเคยกับการแบ่งคนในแต่ละวัยออกจากกันดังนี้

  1. กลุ่มบิลเดอร์ หรือ กลุ่มผู้สร้าง กลุ่มนี้มีอายุเกิน70 ปี ส่วนใหญ่มีอายุในช่วงหลังสงครามโลก เผชิญกับความอดอยาก และไม่ได้มีการศึกษาที่มากนัก แต่สามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้ในช่วงหลัง สงครามด้วยความวิริยะอุตสาหะ พฤติกรรมของกลุ่มนี้คือ ทำในสิ่งที่ตนชอบและไม่ค่อยเข้าสังคม
  2. กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ กลุ่มนี้มีอายุช่วง 51-69 ปี มีการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในกลุ่มนี้ เพราะกลุ่มบิลเดอร์เริ่มสร้างครอบครัวและมีการส่งลูก ๆ ไปเรียนหนังสือ เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยให้ความยากจนหมดไป พฤติกรรมกลุ่มนี้จะเริ่มเกษียณแล้วแต่ยังอยากทำงาน ติดเฟสบุ๊คหนักมาก และเชื่อทุกอย่างในโลกออนไลน์ มองหาสมาร์ทโฟนจอใหญ่ จะมีเวลาว่างมาก ดูหนังเก่าได้ทั้งวัน
  3. กลุ่มเจนเอ็กซ์ อายุช่วง 36-50 ปี กลุ่มนี้มีแนวคิดและพฤติกรรมที่ยังไม่ได้แตกต่างไปมากกับกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ แต่ก็ชัดเจนในการทำงานเพราะมีกําลังและทุ่มเทอย่างมาก ในขณะเดียวกันจะจริงจังกับงานอดิเรก ฟิตยิ่งกว่าคนหนุ่มสาว เป็นกลุ่มหลักที่ฟัง Podcast ส่วนหญิงเจนเอ็กซ์อยาก ดูสาวไม่แพ้สาว ๆ ชอบช้อปออนไลน์ที่ร้านใกล้บ้าน และพร้อมโสดไม่แคร์สื่อ
  4. กลุ่มเจนวาย อายุช่วง 21-35 ปี กลุ่มนี้เป็นลูก ๆ ของเบบี้บูมเมอร์ เติมโตมากับโลกยุคอินเตอร์เน็ต บางที่เรียกกลุ่มนี้ว่ามิลเลนเนียล (Millenial เพราะเกิดในในช่วงก่อนปี 2000) แนวคิดและพฤติกรรมจะแตกต่างจากรุ่นก่อน ๆ มาก ใช้โซเซียลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีแนวคิดการกินคลีน เวลเนส การออกแบบมินิมอลลิสต์ ถ้ามีครอบครัวมีลูกจะเลี้ยงแบบพรีเมียม ผู้ชายยินดีออกมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน
  5. กลุ่มเจนแซด อายุช่วง 6-20 ปี กลุ่มนี้เป็นลูกๆ ของเจนเอ็กซ์ ที่จะเริ่มเข้าสู่การทำงานครั้งแรก พวกเขาจึงไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ อีกต่อไป กลุ่มนี้มีการรวมกลุ่มทางโซเซียลอย่างเหนียวแน่น เติบโตมากับมือถือ ค่อนข้างกังวลกับอนาคตที่ดูเหมือนมีแต่ปัญหาที่รุ่นก่อน ๆ สร้างไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม คือแตะเรื่องไหนมีแต่ปัญหาที่มองว่าทําไมผู้ใหญ่จึงมองไม่เห็น มั่นใจในข้อมูล ที่ตัวเองสามารถสืบค้น จึงมักออกมาเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง
  6. กลุ่มอัลฟ่า อายุต่ำกว่า 6 ปี กลุ่มนี้เติมโตมากับทัชสกรีน ทุกอย่างเป็นอินเตอร์แอคทีฟ ถูกเลี้ยงดูด้วยของราคาสูง เพราะกลุ่มเจนวายส่วนใหญ่ไม่ต้องการมีลูก ทำให้อัตราการเกิดต่ำ จึงเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก เสื้อผ้า ข้าวของที่เป็นออแกนิกจึงเป็นมาตรฐานในคนรุ่นนี้

ถ้าเปรียบเทียบคนทั้ง 6 รุ่นนี้ในคริสตจักร ก็อาจจะประมาณได้ดังนี้

  • กลุ่มบิลเดอร์ คือกลุ่มผู้สูงวัย
  • กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ คือกลุ่มบุรุษ สตรี ผู้ปกครอง
  • กลุ่มเจนเอ็กซ์ คือกลุ่มผู้ใหญ่ มัคนายก
  • กลุ่มเจนวาย คือกลุ่มอนุชนอาชีพ
  • กลุ่มเจนแซด คือกลุ่มยุวชน อนุชน
  • กลุ่มอัลฟ่า คือกลุ่มรวีฯ เด็ก

หากในคริสตจักรมีสมาชิกที่เน้นไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (มากกว่าครึ่ง) เราก็จะเห็นถึงความแตกต่างของวัยนี้ได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การนมัสการของกลุ่มบิลเดอร์ และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ มักจะเป็นแบบอนุรักษ์นิยม ในขณะที่กลุ่มถัดมาจะชอบแบบร่วมสมัยมากกว่า ดังนั้นถ้าคิดแค่เรื่องวิธีการนมัสการ บางแห่งก็ได้ผลักไสให้ลูกหลานออกจากโบสถ์ไปแล้ว!

การมีคนหลายรุ่นอยู่ในคริสตจักรเดียวกันเป็นเรื่องดี และเป็นเรื่องที่ควรเอาใจใส่ดูแลให้ดี

ห่วงโซ่ที่ขาดไป (The Broken Chain)

ถ้าคริสตจักรหรือหน่วยงานองค์กรใดที่ไม่มีคนรับช่วงต่อก็จะเป็นปัญหาในการบริหารจัดการ องค์กร องค์กรใดที่มีแต่ผู้สูงวัย ก็จะมีแนวโน้มทำในสิ่งเดิม ๆ คนรุ่นใหม่ ๆ ไม่อยากเข้ามาร่วม เลยกลายเป็นวัฏจักรที่เป็นปัญหาในหลาย ๆ แห่ง ห่วงโซ่ที่ขาดไปนี้อาจส่งผลเสียที่รุนแรงมากกว่าที่คิด เพราะบางแห่งเมื่อไม่มีผู้รับช่วงต่อก็ต้องปิดไปอย่างที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น

เราพบว่าในองค์กรที่ไม่มีผู้รับช่วงต่อส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาว่าไม่มีคน แต่ปัญหาคือ ไม่ได้เตรียมคน ในรุ่นบิลเดอร์อาจจะไม่ได้เรียนมาสูง พวกเขาให้โอกาสเบบี้บูมเมอร์ได้เข้ามาร่วมด้วย ช่วยกันในการสร้างองค์กร การส่งต่อของคนในสองรุ่นนี้จึงไม่ค่อยพบปัญหามาก

แต่เมื่อเบบี้บูมเมอร์เริ่มเกษียณอายุ เขากลับพบว่า หาคนรุ่นเจนเอ็กซ์มาแทนที่ไม่ค่อยได้ เหตุผลหนึ่งคือบ่อยครั้งที่เบบี้บูมเมอร์มักจะภาคภูมิใจกับความสำเร็จของตนและไม่ได้ปล่อยให้คนรุ่นถัดไปได้แสดงฝีมือ คนรุ่นเจนเอ็กซ์ ก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนอยากลอง เมื่อมีโอกาสก็จะทำตามที่คนรุ่นก่อนเคยทำมา

แต่คนรุ่นถัด ๆ ไปไม่ได้คิดเช่นนั้น! เขาเห็นว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว คริสตจักรต้องปรับตัว ดังนั้น เราจึงได้เห็นการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในคริสตจักรมากขึ้น การนมัสการออนไลน์ การประชุมออนไลน์ การร้องเพลงกลุ่มแบบเสมือนจริง แน่นอนว่าการระบาดของโรคโควิดช่วยเร่งให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

แนวคิดของการทำพันธกิจเกิดการปรับเปลี่ยน ในยุคก่อนๆ  กว่าจะแปลภาษาพระคัมภีร์ได้สักภาษา กว่าจะจัดพิมพ์และจัดจําหน่าย ใช้เวลา กําลังคน และเงินทองมากมาย ปัจจุบัน พระคัมภีร์ออนไลน์มีมากกว่า 1,000 ภาษา สามารถดาวน์โหลดฟรี และมีการโหลดไปอ่านแล้วมากกว่า 470 ล้านครั้ง เพราะแนวคิดของคริสตจักรหนึ่งที่เชื่อในเรื่องของการทำพันธกิจยุคใหม่ จึงทำให้พระคัมภีร์ในปัจจุบันเปลี่ยนจากเล่มกระดาษมาอยู่ในมือถือ

เสริมสร้างคนรุ่นใหม่ (New Generation)

การเสริมสร้างคนรุ่นใหม่ต้องวางแผน มีทางเดินที่ชัดเจน ให้โอกาสในการฝึกฝนเรียนรู้ และที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจวิถีของคนในรุ่นที่ต่างกัน เพราะจะมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน หากไม่เข้าใจแล้ว โอกาสที่จะร่วมงานกันอย่างราบรื่นคงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในรุ่นเจนแซดที่จะท้าทาย วิธีคิดของผู้ที่ตัดสินใจ หากเหตุผลไม่มีตรรกะที่ดี การร่วมงานคงไม่เกิดขึ้น การส่งต่อไม้ผลัดก็จะไม่เกิดขึ้น และสุดท้ายทุกสิ่งก็อนิจจัง

แนวคิดที่สำคัญอย่างหนึ่งในการส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ คือ การคิดแบบ Growth Mindset (แนวคิดแบบเติบโต) แนวคิดนี้เชื่อว่าเราทุกคนสามารถเติบโต ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ Fixed Mindset (แนวคิดแบบปิด) ที่กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความล้มเหลว และไม่กล้าก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ๆ บ่อยครั้งที่เชื่อว่าเพราะประสบการณ์ ของตนจึงมีทุกวันนี้ได้ ต้องทำด้วยวิธีนี้ถึงจะถูกต้อง จึงทำให้ไม่เห็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

วิธีที่ “ปลอดภัย” ในการเสริมสร้างคนรุ่นใหม่วิธีหนึ่งคือ การสร้างสนามทราย (Sandbox) ให้กับคนรุ่นใหม่ได้มีเวที มีโอกาส มีที่แสดงออก เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ในการทำพันธกิจ ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก หากคุณเป็นคนที่สามารถให้โอกาส ให้ฉวยโอกาสนี้ในการเปิดทางให้คน รุ่นใหม่ได้มีเวที มีวิธีคิด และทำในพันธกิจที่มีอยู่มากมายในคริสตจักร เพื่อเตรียมคนเหล่านี้ขึ้นมาบริหารองค์กร เมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “มีคนรุ่นใหม่มารับ ช่วงต่อจากเรา”

“จบเรื่องแล้ว ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว
จงยําเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์
เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง
ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษา
พร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่างไม่ว่าดีหรือชั่ว”

(ปัญญาจารย์ 12:13-14)

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ 80 ปี BIT (The Beginning of A New Normal) หน้า 31-35