BIT เป็นมากกว่าสถาบันการศึกษา

โดย สิงหนาท สัจวจนะไพศาล, นักศึกษา BIT รุ่น 68 – ครูศาสนกิจ โรงเรียนสหบํารุงวิทยา

“บีไอที ไม่ได้เป็นสถาบันการศึกษา” ถ้าผมพูดแต่เพียงเท่านี้ความหมายคงจะสื่อไปในทางแง่ลบ งั้นเอาใหม่ครับ “บีไอที ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถาบันการศึกษา” ถ้าแบบนี้เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจความหมายที่ผมต้องการสื่ออย่างแน่นอน

สวัสดีครับผมชื่อ นายสิงหนาท สัจวจนะไพศาล แต่หลาย ๆ ท่านคงรู้จักผมในชื่อเล่นว่า ปีเตอร์ ผมเป็นนักศึกษา BIT รุ่นที่ 68 ซึ่งก่อนที่ผมจะได้มีโอกาสถวายตัวและมาเรียนเพื่อเตรียมตัวเป็นผู้รับใช้ที่นี่ อยากเท้าความถึงชีวิตก่อนจะตัดสินใจมารับใช้พระเจ้าสักนิดหนึ่งครับ ผมเกิดมาในครอบครัวคริสเตียน มีคุณพ่อเป็นศิษยาภิบาล หลาย ๆ ท่านคงรู้กิตติศัพท์ของ “ลูกศิษยาภิบาล” หรือมีประสบการณ์โดยตรงเป็นอย่างดี ตัวผมเองไม่ได้ทําให้กิตติศัพท์นี้มีความขลังน้อยลงเลย ผมรู้จักพระเจ้าแต่ไม่ได้รู้จักพระองค์อย่างลึกซึ้ง เป็นเพียงความเชื่อที่เชื่อตามบรรพบุรุษ ผมจึงใช้ชีวิตตามใจตัวเอง สนใจแต่เพียงสิ่งที่สามารถตอบสนองความสุขที่จับต้องได้ และไม่เคยมีความคิดหรือความตั้งใจที่จะตัดสินใจถวายตัวรับใช้พระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในความไม่เคยคิดจะตัดสินใจรับใช้นั้นเอง พระเจ้าค่อย ๆ ตระเตรียมผมเพื่อที่จะรับใช้พระองค์ ทําไมผมถึงคิดเช่นนี้? ในช่วงเวลา ตอนนั้นผมไม่ได้รู้หรอกครับ แต่ ณ วันนี้ ในวันที่ผมสําเร็จการศึกษาและได้มีโอกาสทบทวนถึงตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา จึงทําให้ผมคิดเช่นนั้น

ประสบการณ์หนึ่งของชีวิตที่ทําให้ผมมั่นใจถึงการที่พระเจ้าทรงเรียกผม ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดหักเหของชีวิตผม คือช่วงเรียนจบมัธยมและกําลังจะเข้าสู่มหาวิทยาลัย ณ ตอนนั้นความฝันและความตั้งใจอย่างเต็มร้อยของผมคือ การเป็นนักดนตรีอาชีพ เพราะเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันและตั้งใจมาโดยตลอด อย่างไม่เคยลังเลเลย ผมได้ทําตามความฝันโดยการไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้สอบ ทฤษฎีและปฏิบัติผ่านโดยที่อาจารย์คุมสอบได้มาคุยกับผมว่า “เจอกันในชั้นเรียนนะ” ซึ่งตอนนั้นผมดีใจมาก เพราะมั่นใจแล้วว่าตัวเองสอบผ่านแน่นอน และผลก็เป็นตามนั้น ผมสอบผ่านเหลือแค่ต้องไปรายงานตัวกับทางมหาวิทยาลัย แต่ในคืนนั้นเอง จู่ ๆ ความรู้สึกนึกคิดของผมก็เปลี่ยนไปโดยที่ผมไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาจากอะไร เมื่อผมคิดถึงหนทางสู่การเป็นนักดนตรีอาชีพในวันข้างหน้า ผมรู้สึกกระวนกระวายและไม่สบายใจเอาเสียเลย เกิดคําถามขึ้นมากมายว่า ถ้าผมเกิดเลือกผิดทางล่ะ? ถ้าอนาคตผมไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังล่ะ? จะเป็นอย่างไร? คําถามเหล่านี้ทําให้ผมกังวลใจอย่างมาก แต่ในช่วงเวลานั้นเองที่ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวว่า “ถ้าอนาคตเราเลือกรับใช้พระเจ้าล่ะ?” หลังจากคําพูดนี้เข้ามาในหัว ผมกลับรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ความกังวลก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น ผมรู้สึกแปลกใจกับตัวเองมากว่าทําไมเป็นแบบนี้ แต่ความรู้สึกสบายใจนี้ ทําให้ผมรู้สึกปลอดภัย หลือเกิน ทําให้ผมรู้สึกวางใจในอนาคตข้างหน้าอย่างไร้กังวล ในเช้าวันรุ่งขึ้นนั้นเอง ผมไม่ได้ไปรายงานตัวกับทางมหาวิทยาลัย กลับกันผมติดต่อไปที่ BIT เพื่อขอเอกสารการสมัครเรียน และ ตัดสินใจรับใช้พระเจ้าอย่างฉับพลันในเช้าวันนั้น

ในช่วงปรับพื้นฐาน 2 เดือนแรกก่อนจะเริ่มเรียน เป็นช่วงเวลาที่ผมขมขื่นใจเป็นที่สุด เพราะถึงแม้ผมจะเป็นลูกศิษยาภิบาล แต่ไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าเลย เพลงคริสเตียนที่ร้องได้แค่ไม่กี่เพลง อธิษฐานก็ไม่เป็น ในช่วงเวลาการเรียนปรับพื้นฐานนั้น สิ่งที่ผมเครียดมากที่สุดจนทําให้เป็นไมเกรนคือ การต้องอธิษฐานตอนทานอาหารเที่ยง และนําเพลงก่อนเริ่มเรียนปรับพื้นฐาน ในขณะที่เพื่อนๆ คนอื่นสามารถร้องเพลง สามารถนําสันทนาการ อธิษฐานได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ผมกลับทําไม่เป็นซักอย่าง สิ่งเหล่านี้ยิ่งกดดันผม ทําให้ผมมองเห็นความอ่อนแออย่างมากของตัวเองเมื่อมองเพื่อน ๆ คนอื่น หลายครั้งผมขึ้นไปบนดาดฟ้าหอพักเพื่อระบายสิ่งเหล่านี้กับพระเจ้า ถามพระองค์ว่าพระองค์เรียกผมมาจริง ๆ หรือ ทั้งที่ ๆ ผมทําอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง ผมจะทําอะไรให้พระองค์ได้? ความคิดเหล่านี้ทําให้หลายครั้งผมอยากติดต่อกลับไปที่บ้าน เพื่อให้มารับผมกลับไป แต่พระเจ้าทรงตอบความขมขื่นของผมผ่านทางอาจารย์ท่านหนึ่งที่สังเกตเห็นความทุกข์ของผม และได้เข้ามารับฟัง หนุนใจช่วยเหลือผมในทุก ๆ อย่าง ท่านช่วยคลายความกดดันที่ผมมีต่อตัวเอง ให้กําลังใจและพลังบวกในการทําสิ่งต่าง ๆ จนผมค่อย ๆ พัฒนาการรับใช้ของตัวเอง เริ่มอธิษฐานได้ นําเพลงสันทนาการได้ อาจารย์ท่านนั้นมีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาจิตวิญญาณของผม จนทําให้ผมเริ่มมั่นใจในการที่จะรับใช้พระเจ้าได้

จากประสบการณ์นี้ทําให้ผมได้เห็นว่า สิ่งนี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสถาบันแห่งนี้ การที่คณาจารย์ดูแลเอาใจใส่นักศึกษา การที่รุ่นพี่ดูแลช่วยเหลือรุ่นน้องเป็นภาพหนึ่งที่ผมประทับใจมากที่สุด เพราะภาพเหล่านี้เป็นภาพที่มีความหมายมากกว่าสถาบันการศึกษา เป็นภาพของครอบครัวที่มีความรักให้แก่กันและกัน ในตลอดเวลาที่อยู่ที่สถาบันแห่งนี้ มีสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากมาย แบบอย่างที่เห็นจากอาจารย์ รุ่นพี่ เพื่อน รุ่นน้อง ชีวิตแต่ละคนได้กลายเป็นบทเรียนให้แก่ชีวิตแห่งการรับใช้ของผม ทุกคนเป็นกระจกเงาที่ช่วยให้ผมได้เห็นความบกพร่องของตัวเอง ได้เห็นสิ่งที่จะต้องพัฒนาเพื่องานรับใช้พระเจ้า เหตุการณ์หนึ่งผมจะไม่มีวันลืมได้เลย คือในเช้าวันหนึ่งขณะที่กําลังทําเวรล้างห้องน้ํา ผมได้ทําแบบขอไปที่เพราะอยากรีบไปทานข้าว ขณะนั้นมีอาจารย์ท่านหนึ่งเข้ามาเห็นผมทําความสะอาดอยู่ ท่านได้บอกกับผมว่า “ล้างห้องน้ําไม่เป็นใช่มั้ย? ไม่เป็นไรนะ เอาผ้ามา เดี๋ยวจะสอนว่าล้างอย่างไร” จากนั้นท่านก็เริ่มสอนโดยการล้างและเช็ดให้ดู สอนว่าแต่ละส่วนของห้องน้ําต้องทําความสะอาดอย่างไร ส่วนไหนสกปรกมาก ส่วนไหนมักถูกข้าม ท่านสอนในขณะที่มือของท่านก็เช็ดตามที่ต่าง ๆ ให้ดู ซึ่งในความเป็นจริง ท่านไม่จําเป็นต้องมาเสียเวลาสอนผม หรือแค่สอนโดยการบอกว่าทําอย่างไร ไม่จําเป็นต้องทําให้ดูเป็นตัวอย่างเลย หลังจากทําความสะอาดเสร็จ ท่านได้ทิ้งท้าย ประโยคหนึ่งไว้กับผมว่า “แม้แต่การล้างห้องน้ํา พระเจ้าก็ทรงมองเราอยู่ ดังนั้นตระหนักอยู่เสมอว่าเรากําลังทําสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าพระเจ้า” เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทําให้ผมรู้สึกผิด แต่ยังทําให้ผมประทับใจในอาจารย์ท่านนี้ เคารพท่านและยึดถือท่านเป็นแบบอย่างผู้รับใช้พระเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้

มาจนถึงตรงนี้ชัดเจนแล้วนะครับว่า BIT ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถาบันการศึกษา แต่เป็นสถาบันแห่งชีวิตที่จะได้เรียนรู้ชีวิตแห่งการเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ถึงแม้ตอนที่ผมตัดสินใจมาเรียน มีแต่ใจล้วน ๆ ไม่ได้มีความรู้หรือทักษะใด ๆ แต่ที่นี่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้ผมได้กลายเป็นคนงานที่ไม่อับอาย สอนพระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง และพร้อมที่จะออกไปเก็บเกี่ยวทุ่งนากว้างใหญ่ที่เหลืองอร่าม แม้ผมไม่กล้าพูดได้อย่างชัดเจนถึงการทรงเรียก แต่ผมกล้าพูดได้อย่างชัดเจนว่าทุกกระบวนการในชีวิต พระเจ้าจัดเตรียมจนมาถึงจุดนี้

สุดท้ายนี้ อยากขอบคุณ BIT ขอบคุณคณาจารย์ผู้มอบวิชาความรู้และวิชาชีวิต ขอบคุณรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพราะทุกคนเป็นบทเรียนให้แก่ชีวิตผม 

ขอพระเจ้าทรงอวยพรทุกคน และทรงนําทุก ๆ คนต่อไปครับ “In God, We Trust”

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ 80 ปี BIT (The Beginning of A New Normal) หน้า 47-49