สรุปย่องานวิทยานิพนธ์ การปลูกฝังหลักจริยธรรมคริสเตียน ตามกระบวนทรรศน์ปรัชญา หลังนวยุคสายกลาง: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน

สังคมเปลี่ยนแปลงสู่ความก้าวหน้าที่ทันสมัยทําให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป การถ่ายทอดหลักจริยธรรมของศาสนาในรูปแบบเดิมมีแนวโน้มขาดความสอดคล้องต่อวิถีชีวิตปัจจุบัน เกิดช่องว่างในความเข้าใจและการปฏิบัติตามมากขึ้น สังคมที่พัฒนาสู่ความเป็นพหุสังคมทางวัฒนธรรม มีความหลากหลายของผู้คนทั้งความคิด ภาษาวัฒนธรรม และกระบวนทรรศน์ที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มคน บางสถานการณ์ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยก การสอนหรือการปลูกฝังหลักจริยธรรมแก่ศาสนิกชนจึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความประพฤติที่ดีให้เกิดเป็นความงอกงามภายในและบรรลุถึงความสุขตามเป้าหมายของชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติของมนุษย์อันมีหลัก คุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมเป็นมาตรฐานในการดําเนินชีวิตของแต่ละบุคคล อีกทั้งช่วยให้บุคคลได้พัฒนาคุณภาพชีวิต ความก้าวหน้าและรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมได้ (เอนก สุวรรณ บัณฑิต, 2562)

การปลูกฝังหลักจริยธรรมที่ดีงามย่อมก่อให้เกิดความงอกงามของพฤติกรรมในแต่ละบุคคล กระตุ้นบุคคลได้ปรับเปลี่ยนตามทิศทางของเป้าหมายชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงตามแต่ละคน และสามารถค้นพบความสุขตามสภาพที่ตนดํารงอยู่ได้อย่างเหมาะสมที่สุด หลักการประพฤติปฏิบัติของคริสตชนมุ่งตามมาตรฐานคําสอนของพระเยซูคริสต์ ที่สําแดงออกในวิถีชีวิตอย่างมีคุณภาพตามความเชื่อ (เชิดชัยเลิศจิตรเลขา, 2548) เช่น ความเชื่อ (faith) ความหวัง (hope) และความรัก (charity) แต่เนื่องด้วยรูปแบบชีวิตของบุคคลในสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดของยุคสมัยจึงทําให้มีรูปแบบการประพฤติที่หลากหลาย ขณะเดียวกันแต่ละบุคคลย่อมมีเกณฑ์ในการตัดสินไว้ว่า การกระทําใดสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของตนหรือไม่ ตามที่วิทเกินชทายน์ (Wittgenstein 1889-1951) ได้ให้ความชัดเจนว่า รูปแบบชีวิตหรือกระบวนทรรศน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีลักษณะเป็นอย่างไรนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกพึงพอใจของบุคคลนั้นเท่านั้น วิธีการเรียนรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดของแต่ละคนมาจากเบื้องหลังของจุดยืนและมาตรการการสร้างคุณค่าของแต่ละบุคคล (อ้างถึงใน กีรติ บุญเจือ, 2551) มีความเที่ยงตรงหรือชอบธรรมในตนเองไม่เหมือนใคร มีความหลากหลาย และสามารถส่งผลต่อการเลือกส่วนที่ดีที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้กับชีวิตได้

กีรติ บุญเจือ (2551) ได้กล่าวถึงกระบวนทรรศน์ที่มีผลต่อชีวิตด้านการนับถือศาสนาของบุคคล สามารถแบ่งออกเป็น 5 กระบวนทรรศน์ ได้แก่ กระบวนทรรศน์ดึกดําบรรพ์ (Primitive Paradigm) ที่เน้นการยึดมั่นในอํานาจของผู้ที่อยู่เบื้องบน สามารถทําทุกอย่างเพื่อเป็นที่พอพระทัยของอํานาจเบื้องบน ต่อมากระบวนทรรศน์โบราณ (Ancient Paradigm) ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ย่อมเป็นไปตามกฎธรรมชาติ การรู้กฏจึงทําให้รู้เคล็ดลับของการใช้ชีวิตตามอํานาจเบื้องบน ต่อมากระบวนทรรศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) เน้นความเชื่อในโลกหน้า การยอมอุทิศชีวิตและสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ถือว่าเป็นการประพฤติที่ส่งผลต่อโลกหน้าซึ่งสร้างความสุขที่นิรันดร์แก่ทุกคน ต่อมากระบวนทรรศน์นวยุค (Modern Paradigm หรือสมัยใหม่) เน้นการอ้างอิงถึงเหตุผลที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามหลักการของวิทยาศาสตร์จึงถือว่าเป็นจริงได้ เน้นมาตรการหรือระบบที่แน่นอนชัดเจน และสุดท้ายกระบวนทรรศน์หลังนวยุค (Postmodern Paradigm) เน้นวิธีการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) ยึดเหนี่ยวแต่ไม่ยึดติด ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในสังคมร่วมกัน ขณะเดียวกันก็แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มสุดข้า Extreme postmodern) ซึ่งมักแสดงออกโดยปฏิเสธระบบเครือข่ายและการใช้อํานาจครอบงํา มองความหลากหลายที่เป็นองค์รวม เน้นการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดต่างๆ แบบถอนรากถอนโคนเพื่อจะชี้ให้เห็นความผิด และไม่มีสิ่งใดดี จึงจําเป็นต้องแก้ไขด้วยการสร้างใหม่แทน และต่อมากลุ่มหลังนวยุคสายกลาง (Moderate postmodern) เน้นการส่งเสริมการค้นหาหรือประสานกันตามแต่ละกระบวนทรรศน์ให้อยู่ร่วมกันได้ เพื่อสร้างสันติสุขแก่คนในสังคม ก่อให้เกิดคุณค่าทางด้านจริยธรรมที่สร้างสรรค์ ปรับตัว แสวงหา และร่วมมือต่อกันได้

การถ่ายทอดคุณธรรมจริยธรรมจึงควรคํานึงถึงความหลากหลายที่ทันสมัย และควรส่งเสริมให้มองเห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต มีรูปแบบการสอนที่สอดคล้องกับรูปแบบความคิด รูปแบบ การเรียนรู้ พร้อมทั้งมุ่งสร้างแรงจูงใจสู่การปฏิบัติได้จริง กระตุ้นบุคคลให้มีการปรับเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นตามทิศทางของเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน และสามารถค้นพบความสุขตามสภาพที่ตนดํารงอยู่ได้ (ทินพันธุ์ นาคะตะ, 2560) จากแบบอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงสื่อสารให้ผู้ฟังได้ค้นพบความเป็นจริงในจิตใจด้วยความเชื่อ กระตุ้นให้คิด เปิดเผยแก่จิตวิญญาณที่อยู่เหนือสติปัญญา และได้กระทําการมองเห็นแนวทางการปฏิบัติที่ดีผ่านเรื่องธรรมดา (Young, 2009) พระเยซูคริสต์ทรงใช้วิธีการถ่ายทอดที่แตกต่างกันตามรูปแบบแผนความคิดหรือการเรียนรู้ของผู้ฟัง เพื่อให้เกิดการนําไปสู่การปฏิบัติตามคุณธรรมนั้นได้อย่างแท้จริง (McCoy, 2016)

การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเชิงวิเคราะห์วิจักษ์ และวิธานแนวทางที่เหมาะสม ต่อการปลูกฝังหลักจริยธรรมคริสเตียนตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง และ 2) ค้นหาองค์ความรู้ใหม่ในด้านการปลูกฝังหลักจริยธรรมคริสเตียนที่สอดคล้องกับคริสตชนในปัจจุบัน และ 3) ปรับประยุกต์ใช้วิธีการปลูกฝังหลักจริยธรรมคริสเตียนที่เหมาะสม เป็นการวิจัยทางปรัชญา โดย ใช้วิภาษวิธี (dialectic method) 

ผลการศึกษาพบว่า กระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกฝังหลักจริยธรรมคริสเตียนในปัจจุบัน ดังนี้

1. การสอนหลักจริยธรรมคริสเตียนตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่เหมาะสม ย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานผ่านแบบอย่างการปฏิบัติขององค์พระเยซูคริสต์ตามคําสอนที่บันทึกไว้ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นสาระสําคัญหลัก ด้วยว่าจริยธรรมเป็นภาคปฏิบัติของความรู้ในหลัก คําสอน ซึ่งสื่อสารผ่านการประพฤติปฏิบัติด้วยการเน้นชีวิตที่มีความเชื่อศรัทธาและการใช้เหตุผล อย่างมีความสมเหตุสมผลควบคู่กันไป 

2. การสอนหลักจริยธรรมคริสเตียนตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางสามารถ ประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน โดยเน้นกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นการวิเคราะห์ ประเมินค่าและประยุกต์ใช้ โดยสร้างความเข้าใจ และหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่าง มีสันติภาพ อันนําไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม 

3. การปลูกฝังจริยธรรมคริสเตียนตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางคํานึงถึงรูปแบบที่เหมาะสมต่อคริสตชนในปัจจุบัน โดยเป็นไปตามรูปแบบการสอน ได้แก่ การสอนแบบตวงข้าวใส่กระสอบที่เหมาะสําหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานองค์ความรู้ด้านจริยธรรมมาก่อน ต่อมาการสอนแบบปลูกกล้วยไม้ที่เหมาะสําหรับผู้ที่มีองค์ความรู้ด้านจริยธรรมระดับพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมมากขึ้น และการสอนแบบปลูกต้นกุหลาบที่เหมาะสําหรับผู้ที่มีความรู้ด้านจริยธรรม สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ มองหาส่วนดีและประยุกต์ใช้กับชีวิตได้ดี เป็นตัวแบบที่ดีได้ นอกจากนั้น การปลูกฝังจริยธรรมคริสเตียนควรคํานึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ของบุคคล (Learner style) ด้วยว่าแต่ละบุคคลมีการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจและการปฏิบัติที่แตกต่างกัน นั่นคือ บางคนเรียนรู้ได้ดี ผ่านสื่อการมองเห็น การได้ยิน การอ่าน การเขียน การเคลื่อนไหวร่างกายและความรู้สึก (Senge 1990) ด้วยเหตุนี้ผลการศึกษานี้จึงสามารถนําไปทบทวนและประยุกต์ใช้สําหรับการอบรมด้านจริยธรรมคริสเตียนที่เหมาะสมกับกลุ่มต่างๆ ของคริสตชนได้

อย่างไรก็ตามบทความนี้เป็นการนําเสนอข้อมูลแบบสรุปเท่านั้น หากสนใจหรือต้องการข้อมูล เพิ่มเติมสามารถติดต่อมายังผู้เขียนได้ ขอพระเจ้าทรงอวยพรทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้และกระตุ้น ให้ทุกคนได้มองเห็นถึงพันธกิจอันสําคัญ คือ การปลูกฝังหลักความเชื่อแก่คริสตชนในปัจจุบัน เพื่อนําคริสตจักรก้าวไปสู่การทําพันธกิจในอนาคตอย่างเกิดผลดีตามพระประสงค์ขององค์พระเยซูคริสต์


เอกสารอ้างอิง 

  • กีรติ บุญเจือ. (2551). คู่มือจริยศาสตร์ตามหลักวิชาการสากล. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม.
  • เชิดชัย เลิศจิตรเลขา. (2548), คริสตจริยศาสตร์พื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร: โรงเรียนดอนบอสโก. 
  • ทินพันธุ์ นาคะตะ. (2560), คุณธรรม จริยธรรม กับศีลธรรมจากมุมมองของปรัชญา. กรุงเทพมหานคร: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ. 
  • เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2562), มุมมองปรัชญากับความสมานฉันท์เชิงพหุวัฒนธรรม. วารสารสาส์นอิสลาม. 18(1), 77-90. 
  • McCoy, J. W. (2016). The Teaching Methods of Jesus. Journal of Biblical Foundations of Faith and Learning, 1(1), 9. 
  • Senge, P. M. (1990). The fifth discipline: The art practice of the learning organization. London: Century Press. • Young, B. H. (2009). The Parables: Jewish Tradition and Christian Interpretation.

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ 80 ปี BIT (The Beginning of A New Normal) หน้า 64-67

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save