สรุปย่องานวิทยานิพนธ์ การวิจัย: คําสอนเรื่องการรักเพื่อนบ้าน ตามทรรศนะปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตีความการรักเพื่อนบ้านตามปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง เป็นการวิจัยเอกสารโดยใช้วิธีวิจัยทางปรัชญาได้แก่ วิภาษวิธีระหว่างฝ่ายกระบวนทรรศน์ปรัชญา นวยุคและฝ่ายกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ร่วมกับกระบวนการคิดไตร่ตรองเชิง วิจารณญาณเพื่อวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ประเมินคุณค่าและการประยุกต์ใช้ การตีความเชิงปรัชญาด้วย หลักเทวรูปสี่ของฟรานซิส เบคอน ปรัชญาความสุขของอริสโตเติล ความรักสี่แบบตามภาษากรีกในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ด้วยหลักอรรถปริวรรต ผลการวิจัยพบว่า กระบวนทรรศน์นวยุคมีทรรศนะว่าการรักเพื่อนบ้านควรตีความให้มีความชัดเจนในความหมายของคําศัพท์และใช้การตีความตามภาษาสามัญนําสู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมเพื่อนําไปสู่การแสดงการรักเพื่อนบ้านแบบอกาเป้ (agape) ที่สอดคล้องตามคําสอน แต่กระแสความคิดดังกล่าวมีจุดอ่อน นั่นคือ ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในภาษา ในขณะที่กระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางทําให้ตีความและอธิบาย เรื่องการรักเพื่อนบ้านของคริสตศาสนาว่าพระเยซูไม่ได้จํากัดคําว่าเพื่อนบ้านตามความเข้าใจหรือความเคยชินหรือนิยามทั่วไปเท่านั้น แต่ยังหมายถึงคนที่ต้องการการดูแล ต้องการความรักและการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ และการรักเพื่อนบ้านนั้นควรทําต่อเพื่อนบ้านไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล เพื่อเป็นการส่งเสริมสันติภาพตามเป้าหมายของปรัชญาหลังนวยคสายกลาง ผลการวิจัยนี้สามารถนําไปใช้อธิบายและเป็นแนวทางในการแสดงการรักเพื่อนบ้าน คือเป็นเพื่อนมนุษย์ ทั้งผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกัน ต่างศาสนา ผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเราและแม้กระทั่งผู้เป็นศัตรูที่กําลังมุ่งทําร้ายเรา

คําสําคัญ: คําสอน, การรักเพื่อนบ้าน, ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

วัตถุประสงค์ของการวิจัย 

เพื่อศึกษาการตีความการรักเพื่อนบ้านตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง 

ผลการวิจัย

การวิจัยเรื่องคําสอนเรื่องการรักเพื่อนบ้านในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ตามทรรศนะปรัชญา หลังนวยุคสายกลาง ผลการวิจัยพบว่า

1. การตีความคําสอนเรื่องการรักเพื่อนบ้านสําหรับคริสเตียนในปัจจุบัน ก้าวล่วงไปจากกระบวนทรรศน์ปรัชญายุคกลางที่เน้นการทําดีเพื่อโลกสวรรค์ โดยมีมุมมองของการประยุกต์ใช้เพื่อการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ดังนั้นผู้สอนจึงมักจะใช้การตีความตามกระบวนทรรศน์ปรัชญานวยุค เป็นการเน้นความหมายตามศัพท์ มีการอ้างอิงคัมภีร์ และการจําแนกโดยแนวคิดวิชาการเพื่อนําไปสู่พฤติกรรมอันพึงประสงค์ของศาสนิกที่ดี ผู้สอนมักจะแสดงความหมายของ “รัก” ตามหลักเทวรูปสี่ของฟรานซิส เบเกิน เพื่อให้ง่ายแก่กลุ่มคริสเตียนนั้นคือ รักตามเทวรูปแห่งตระกูล เป็นความรักที่แสดงตามความรู้สึกนึกคิด ตามรสนิยม รักตามเทวรูปแห่งถ้ํา เป็นความรักตามความเคยชินจากการอบรมศึกษา ตามสภาพแวดล้อม รักตามเทวรูปแห่งตลาด เป็นรักตามความเข้าใจในภาษา สํานวน มีความซับซ้อนในการแสดงออกตามความเข้าใจ และรักตามเทวรูปแห่งโรงละคร คือ รักตามหลักขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้ผิดศีลธรรมอันดีงาม และได้มีการนําปรัชญาความสุขของอริสโตเติลเพื่อแสดงคุณค่าของความรักว่า การรักเป็นความสุขตามสัญชาตญาณของมนุษย์ ทั้งนี้ ด้วยการจําแนกความหมาย จึงชี้แจงความรักสี่แบบตามภาษากรีกในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่มาใช้ ตามแนวคิดกระบวนทรรศน์นวยุคเพื่อให้เกิดการตีความที่มีความชัดเจนในความหมายของคําศัพท์ โดยเน้น อกาเป้ (agape) นั่นคือ มีรักที่ให้แก่กัน ไม่คิดถึงตัวเองและเน้นการสละเพื่อสิ่งที่รัก มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อผ่านการตีความตามภาษาสามัญย่อมทําให้ศาสนาฟังได้เข้าใจโดยง่ายและนําไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม เพื่อนําไปสู่การแสดงการรักเพื่อนบ้านและสอดคล้องตามคําสอนที่สืบทอดกันมาอันจะสามารถปฏิบัติกับคนใกล้ชิดได้อย่างทั่วถึง 

อย่างไรก็ตาม คําว่า “เพื่อนบ้าน” ได้ถูกเข้าใจว่า เพื่อนบ้านของเราก็คือคนที่อยู่บ้านใกล้กันกับเรา แม้จะมีการยกตัวอย่างของชาวสะมาเรียที่ช่วยเหลือชาวยิวที่ถูกทําร้าย ทั้ง ๆ ที่สมัยนั้นชาวยิวกับชาวสะมาเรียเกลียดกัน นั่นคือ เพื่อนบ้านได้หมายรวมถึงศัตรูด้วย หากแต่ในการสอนก็จะเน้นการปฏิบัติได้จริง โดยให้เริ่มจากการรักเพื่อนบ้านก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายไปสู่คนที่เรารักหรือคนที่ทําดีกับเรา ในส่วนของศัตรูนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสในการทําดีของศาสนิกไป การสอนเช่นนี้ย่อมได้ผลดีและนําไปสู่แนวคิดของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขกับคนทั้งปวง และการแสดงความรักโดย 1) อดกลั้น และแสดงความกรุณา ไม่อิจฉาริษยา ไม่คุยโวโอ้อวดกับเพื่อนบ้าน 2) ไม่ประพฤติหยาบโลน ไม่โกหก หรือขโมยของ 3) ไม่โกรธง่าย ไม่จดจําเรื่องที่ทําให้เจ็บใจ เมื่อมีบางคนทําไม่ดีต่อเรา เราจะไม่โกรธเร็ว และไม่จดจําทุกสิ่งที่คนอื่นทําให้อภัยและลืมเรื่องนั้น 4) ยอมทนทุกสิ่ง ให้อภัยเขาแม้เขาทําบางอย่างที่ทําให้เราเสียใจ และ 5) เชื่อทุกสิ่ง เราเชื่อมั่นในคําสอน และหวังทุกสิ่ง มีความหวังที่แน่นอนเพราะมั่นใจว่าทุกสิ่งที่พระยะโฮวาสัญญากับเราจะเป็นจริง เพราะเรารักเพื่อนบ้านเราจึงพยายามบอกความหวังกับพวกเขาด้วย หากแต่กระแสความคิดดังกล่าวมีจุดอ่อนนั่นคือ มโนทรรศน์ตามกระบวนทรรศน์ ปรัชญานวยุคทําให้ในการตีความยังมีความยึดมั่นถือมั่นในระดับภาษาเรื่องรัก โดยนัย คือ สรุปความรักต้องเป็นไปตามขนบธรรมเนียม และมีหลักอย่างอกาเป้ ทําให้ไม่ได้ทําใจเป็นกลาง ไม่พิจารณาความรัก จากระดับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลขั้นพื้นฐานจึงมุ่งทําตามคําสอน “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง” แต่เมื่อขาดความเข้าใจความรักที่แท้จริง ก็จะทําให้เชื่อว่า การรักเพื่อนบ้านที่ตนกระทําอยู่นั้นดีแล้ว

อีกทั้งยังมีการยึดติดอยู่กับความคิดเดิมเรื่องความหมายขอ การปฏิบัติตามคําสอนอยู่ในกรอบเดิม เป็นขั้นต้น ซึ่งไม่ส่งผลให้ทําสิ่งที่ดีต่อเพื่อนบ้านที่มากกว่านั้น และทําให้ยังไม่อาจเข้าถึงการรักตามคําสอนของพระเยซูที่ท่านสอนว่า เราควรรักทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ดีหรือคนชั่ว ตามแนวคิดของโสเครติสที่ได้เสนอว่าสังคมจะอยู่ได้ต้องมีความจริง (truth) ความยุติธรรม (justice) และความถูกต้อง (righteousness) เป็นพื้นฐานสิ่งเหล่านั้นพบได้โดยวิธีการตีความที่ จริงใจเพื่อแสวงหาความจริง (sincere search for truth) ย่อมสามารถเอาชนะการตีความหมาย ด้วยเล่ห์เหลี่ยมได้ การรักเพื่อนบ้านตามภาษาสามัญ (ordinary language) ที่คุ้นชินกันมา อาจจะ เป็นการตีความหมายที่ยังไม่ครอบคลุมตามแนวคิดของโสเครติสเพราะตีความตามที่ตนเองคุ้นเคย หรือตามที่คุ้นชินมาเท่านั้น การตีความนี้อยู่ในกรอบความคิดที่แคบ เป็นการกล่าวถึงบริบทของสิ่ง ที่มีอยู่โดยไม่ได้ให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงที่มีการตีความอย่างครบถ้วน และไม่ได้เป็นไปตาม ความหมายตามเจตนาของการรักเพื่อนบ้าน หรือจะกล่าวในด้านหนึ่งก็คือ ไม่ได้มีการตีความหมาย อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดการกระทําที่ถูกต้อง แต่เป็นความเข้าใจเอาเองว่านั่นคือ ความหมายของการรักเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นความเข้าใจสืบต่อกันมาแบบคุ้นเคย และไม่คิดว่าจะมีการตีความเพื่อให้มีการกระทําที่มากกว่าเดิม ซึ่งอาจจะมีความกลัวว่าจะต้องทํามากกว่าเดิม และอาจจะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทํามากกว่า หรือรักเพื่อนบ้านเท่าที่เห็นอยู่ก็พอแล้ว เมื่อกล่าวถึงการตีความของข้อโต้แย้งนี้ แล้วอยู่ในการตีความตามตัวอักษรคือ เป็นการทําความเข้าใจตามภาษาที่สื่อออกมาตรง ๆ ว่า รักเพื่อนบ้าน ซึ่งคิดว่าที่ปรากฏออกมาทั้งหมดนั้นเป็นไปในทางที่ดีแล้ว ไม่มีการแปลความหมายที่แฝงอยู่ หรือมีการขยายความเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เน้นเป้าหมายแคบคือเฉพาะตัวเองและมีเป้าหมายเพื่อตัวเองเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการกระทําหรือสิ่งที่จะได้รับตอบแทนทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอันเป็นการไม่ส่งเสริมการมีชีวิตแห่งการรักเพื่อนบ้านในความเชื่อของคริสเตียนตามชีวิตที่เป็นจริงในปัจจุบันของแต่ละคน

กระนั้น กระบวนทรรศน์ปรัชญานวยุคยังมีการรื้อฟื้นการตีความตามธรรมบัญญัติของผิว อันเป็นการตีความโดยอรรถ (idiomatic interpretation) เป็นการตีความตามสํานวนภาษาที่ได้ มาจากบรรพบุรุษ ที่มีการตีความเป็นลักษณะของการเข้าใจสํานวนของตัวอักษร โดยที่ไม่ต้องมีการ ตีความหรือขยายความอื่นเพราะมีความกลัวว่าพระเจ้าจะลงโทษ โดยมองความหมายโดยรวมว่า เป็นการกล่าวถึงคนยิว นอกจากนี้อาจจะยังเป็นการตีความธรรมบัญญัติแบบพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล (rational interpretation) คือพยายามให้เหตุผลสนับสนุนว่าเป็นธรรมบัญญัติที่ให้ทําเฉพาะกับ คนยิวเท่านั้น เนื่องจากเป็นคําสั่งของพระเจ้าผ่านทางผู้เผยพระวจนะหรือผู้รับใช้พระเจ้า ไม่มี เหตุผลที่สนับสนุนว่าจะต้องทํากับคนต่างชาติ เพราะคนยิวมองว่าคนต่างชาติเป็นมลทินหรือคนบาป ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ขัดแย้งกับคําสอนเรื่องการรักเพื่อนบ้าน แนวความคิดของยิวมีลักษณะที่คล้าย กับแนวคิดอภิปรัชญาของซาร์ต (Jean Paul Sartre) เน้นว่าทุกคนนั้นอิสระและรับผิดชอบในการ กระทําของตนตามแนวทาง อัตถิภาวนิยม (Existentialism) มีเสรีภาพของมนุษย์ในแง่ปัจเจกชน เพราะว่าชาวยิวเลือกที่จะทําตามความคิดของตนเอง และคิดว่าเลือกที่จะมีเสรีภาพในการทําการรัก เพื่อนบ้านให้เป็นไปตามความหมายของธรรมบัญญัติที่พวกเขาเข้าใจเอาเองซึ่งไม่ได้เป็นความหมาย ที่ถูกต้องตามที่พระเยซูสอน

ดังนั้น การรักเพื่อนบ้านโดยการตีความหมายตามธรรมบัญญัติของชาวยิวนั้นจึงไม่เป็นที่ถูกต้องและเพียงพอที่เขาจะทําการรักเพื่อนบ้านตามความหมายที่แท้จริงได้ พระเยซูสอนพวกเขาเพื่อต้องการให้พวกเขาก้าวข้ามผ่านการไม่รู้ไปสู่การรู้ความจริงของสิ่งที่ทํา และสามารถทําได้จริง พระเยซูไม่ได้เน้นเฉพาะเพียงแค่ข้อความของธรรมบัญญัติเท่านั้นแต่พระองค์ ทรงต้องการให้พวกเขามีความเชื่อและการกระทําที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับพวกเขาจริง ๆ และต้องการให้พวกเขาสนใจเรื่องของ “นัย” (sense) มากกว่าเรื่องของตัวหนังสือที่พวกเขาไม่มีความเข้าใจในส่วนของกระบวนทรรศน์ปรัชญานวยุคนั้นทําให้เห็นว่าการแสดงความรักต่อเพื่อนบ้านนั้น อยู่เฉพาะในกรอบของเหตุผลเท่านั้น การแสดงความรักแบบไม่มีเหตุผลก็ไม่สมควรแสดงความรักออกมา โดยเฉพาะต่อคนที่ไม่รู้จัก เพราะว่าเป็นยุคของการแข่งขัน การชิงความได้เปรียบมากกว่าที่จะให้คุณค่าของจิตใจ การเน้นสสารหรือบริโภคนิยมมากกว่าที่จะคิดเรื่องจิตนิยม หรือการแสดงออกทางด้านคุณธรรมจริยธรรม พระเยซูสอนพวกเขาเพื่อต้องการให้พวกเขาก้าวข้ามผ่านการไม่รู้ไปสู่การรู้ความจริงของสิ่งที่ทํา และสามารถทําได้จริง พระเยซูไม่ได้เน้นเฉพาะเพียงแค่ข้อความของธรรมบัญญัติเท่านั้นแต่พระองค์ ทรงต้องการให้พวกเขามีความเชื่อและการกระทําที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับพวกเขาจริง ๆ และ ต้องการให้พวกเขาสนใจเรื่องของ “นัย” (sense) มากกว่าเรื่องของตัวหนังสือที่พวกเขาไม่มีความเข้าใจในส่วนของกระบวนทรรศน์ปรัชญานวยุคนั้นทําให้เห็นว่าการแสดงความรักต่อเพื่อนบ้านนั้น อยู่เฉพาะในกรอบของเหตุผลเท่านั้น การแสดงความรักแบบไม่มีเหตุผลก็ไม่สมควรแสดงความรักออกมา โดยเฉพาะต่อคนที่ไม่รู้จัก เพราะว่าเป็นยุคของการแข่งขัน การชิงความได้เปรียบมากกว่าที่จะให้คุณค่าของจิตใจ การเน้นสสารหรือบริโภคนิยมมากกว่าที่จะคิดเรื่องจิตนิยม หรือการแสดงออก ทางด้านคุณธรรมจริยธรรมในสังคม ตัวธรรมบัญญัติอาจจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักการของเหตุและผลซึ่งไม่มีผลอะไรต่อแนวคิดของกระบวนทรรศน์นี้ แต่ก็ขัดแย้งต่อแนวทางการปฏิบัติซึ่งไม่สามารถมีอะไรพิสูจน์ได้ว่าการรักเพื่อนบ้านจะเป็นสิ่งที่ควรกระทํา นอกจากนี้ยังมีเรื่องของประโยชน์ นิยมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากถ้าไม่มีประโยชน์ที่จะได้รับการแสดงความรักก็ไม่อาจจะมีความหมายและความสําคัญมากนัก จึงจะเห็นได้ว่า การตีความเรื่องการรักเพื่อนบ้านที่ต้องการให้เป็นไปตามธรรมบัญญัติของยิวนั้นเป็นแนวทางที่แคบและเป็นเพียงความหมายตามตัวอักษร ที่ไม่ถูกต้องกับหลักคําสอนเรื่องการรักเพื่อนบ้านของพระเยซู เมื่อพิจารณาถึงการสอนเรื่องการรักเพื่อนบ้านของยิวนั้น ที่จริงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสมัยของพระเยซูที่สอนถึงเรื่องนี้ในพระคัมภีร์ และเรื่องราวจากบทบัญญัติของพระเจ้านั้นได้สอนคนยิวที่จะแสดงความรักต่อเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีการตีความหมายให้ผิดเพี้ยนไปโดยกลุ่มปุโรหิตและกลุ่มฟาริสี การแสดงความที่พวกเขาอ่านและสอนกันมาเพียงไม่กี่ข้อ ซึ่งจะมีความหมายว่าพวกเขาต้องรักเพื่อนบ้านมากกว่าคนที่เรารู้จักหรือคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านเดียวกัน

สําหรับแนวทางสุดท้ายคือ การแสดงความรักกับผู้ที่เป็นคริสเตียนเหมือนกัน ได้มีทรรศนะว่า เป็นการกระทําที่ถูกต้อง เหมาะสม เพียงพอแล้ว ซึ่งเป็นการตีความในระดับปฏิบัติ เน้นกลุ่มจําเพาะ โดยกีดกันกลุ่มอื่น (exclusionism) ซึ่งสะท้อนความไม่ครบรอบด้านตามความเป็นจริงของการแสดงความรักต่อเพื่อนบ้าน เพราะไม่ได้พิจารณาถึงบริบทอื่น ๆ ที่ครอบคลุมคําสอนพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงเรื่องการรักเพื่อนบ้านอันเป็นการแสดงความรักต่อคนที่มีความเชื่อเหมือนกันเท่านั้น โดยเป็นการ แสดงออกที่มีขอบเขตจํากัดเกินไป ไม่เป็นไปตามคําสอนของพระเยซูคริสต์ และอาจจะถูกมองว่า เป็นความเห็นแก่พวกตน เพราะพระเยซูไม่ได้ทรงสอนการแสดงออกของความรักเพื่อนบ้านที่เป็นไปตามกฏการกระทําของการเป็นคริสเตียนเท่านั้น อันเป็นการแสดงความรักในวงแคบและเห็นแก่ตัว เป็นการแบ่งแยกกลุ่มคนไปโดยปริยายว่าคนที่เป็นคริสเตียนเท่านั้นที่ควรจะได้รับความรักจากคนที่เชื่อในพระเจ้าด้วยกันโดยที่ไม่ได้คิดถึงคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้นับถือในศาสนาเดียวกัน เป็นการแสดงความรักบนหลักการของศาสนา ไม่ได้อยู่ในหลักการของความเข้าใจในความเชื่อที่แสดงออกถึงความรักอย่างถูกต้องตามคําสอน เพราะเป็นเพียงการแสดงออกถึงหลักเกณฑ์ทางศาสนาเท่านั้น การแสดงการรักเพื่อนบ้านนั้นจะต้องเหตุผลว่าต้องเป็นคนที่นับถือศาสนาเดียวกัน ถ้าแบ่งปัน แจกจ่าย ช่วยเหลือให้กับคนที่เป็นศาสนาเดียวกันก็มีเหตุผลพอที่จะเข้าใจได้ ถ้าจะต้องแสดงความรักต่อเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถอธิบายได้ก็ไม่สมควรที่จะแบ่งปัน หรือให้สิ่งของใด ๆ กับใครก็ตามที่ผู้ให้ไม่สามารถ อธิบายด้วยเหตุและผลได้

2. การตีความตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางด้วยการตีความแบบอรรถปริวรรต เน้นเพื่อให้เข้าใจความหมายที่ถูกต้องตามคําสอนของพระเยซูคริสต์อย่างสมเหตุสมผล พบว่า ความรัก ใน “รักเพื่อนบ้าน” ยังคงเป็นความรักแบบอกาเป้ แต่เป็นความรักแบบอกาเป้ที่มีขอบเขตความหมายกว้างขวางขึ้น และ “เพื่อนบ้าน” มีขอบเขตกว้างขวางกว่าแนวคิดปรัชญานวยุค นั่นคือ ขยายไปสู่เพื่อนมนุษย์ที่อยู่บ้านใกล้กันอยู่ร่วมหมู่บ้าน ชุมชน สังคม ประเทศเดียวกัน และมนุษยชาติที่อยู่ในโลกนี้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อนบ้านยังอาจรวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย สัตว์ต่าง ๆ และยังอาจรักสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ผู้วิจัยจึงขอตีความ “รักเพื่อนบ้าน” ตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลางได้ว่า “การให้การดูแล ให้การปกป้อง ให้การช่วยเหลือ แบ่งปัน สนับสนุน มีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน ด้วยความจริงใจ มีน้ําใจต่อกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นคุณค่าในทุกสิ่ง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนต่อเพื่อน บ้านใกล้ไกล เพื่อนมนุษย์ร่วมชุมชน สังคม ประเทศ และโลก สรรพสัตว์ สรรพชีวิตที่ดํารงอยู่ในโลกนี้ ทั้งมวลเพื่อการดํารงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข” 

คําสอนที่ตีความได้ใหม่นี้ มีความเหมาะสมสําหรับคริสเตียนในการเข้าใจหลักการรักเพื่อนบ้าน ที่เน้นการรักเหมือนรักตนเอง ดังที่เราแสดงต่อคนที่เป็นคริสเตียนเหมือนกัน เป็นการกระทําที่ถูกต้อง เหมาะสมตามความเป็นจริง ดังข้อความสําคัญสําหรับเรื่องของการรักเพื่อนบ้านคือ “เพราะว่าผู้ที่ ไม่รักพี่น้องของตนที่มองเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่มองไม่เห็นไม่ได้” ในการสอนเช่นนี้ จะเป็นวิธีการสอนที่เหมือนปลูกฝังให้เห็นถึงการที่คริสเตียนจะบอกว่ารักพระเจ้านั้น ควรแสดงให้เห็นว่ารักมนุษย์ ด้วยกันก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประจักษ์หรือมีประสบการณ์ได้

พื้นฐานของการรักพระเจ้าตามหลักคําสอนของคริสเตียนคือ การรักคนอื่นก่อนจึงจะเข้าใจว่า ความรักที่แท้จริงที่แสดงออกมาเป็นการกระทํานั้นเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงต้องการให้แสดงออกถึงความเมตตาและการให้อภัยให้กับคนที่ข่มเหงเรา นั่นคือ เรื่องการรักศัตรู ไม่เพียงแต่จะรักคนที่เรา รักเท่านั้น แต่พระเจ้าสอนให้คริสเตียนรักศัตรูด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายในการที่จะทําสิ่งนี้ แต่พระเจ้าก็ทรงต้องการที่จะให้ทํา เพราะตัวมนุษย์เองนั้นก็เป็นศัตรูกับพระเจ้าโดยที่มนุษย์ได้ทําบาปและห่าง เหินจากพระเจ้า แต่ด้วยความรักของพระองค์จึงให้พระเยซูมาไถ่บาปของทุกคน ซึ่งเป็นตัวอย่างของความรักที่มีต่อศัตรูของพระองค์ เพื่อที่เราจะได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์และกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าอีกครั้ง ด้วยความรักของพระองค์ ความรักของมนุษย์ทุกรูปแบบแม้จะทรงคุณและสูงส่งสักเท่าใดก็ยังมีมลทินของความเห็นแก่ตัวอยู่ด้วย พระเจ้าทรงเรียกร้องให้คริสเตียนไม่เพียงแต่รักคน ที่นับถือในศาสนาหรืออยู่ในความเชื่อเดียวกันเท่านั้น แต่พระองค์สอนให้รักศัตรูซึ่งทําได้โดยพระคุณ ที่เหนือธรรมชาติจากพระเจ้าเท่านั้น ค่านิยมของคริสเตียนในการรักเพื่อนบ้านตามคําสอนของ พระเยซูคือไม่ใช่เฉพาะคนที่เรารู้จัก คนที่มีความเชื่อในศาสนาเดียวกัน แต่ยังหมายถึงคนที่เราไม่รู้จัก และศัตรูอีกด้วย ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่าง เป็นเอกภาพบนความหลากหลายและมุ่งสร้างสังคมแห่งสันติภาพ

สรุป/ข้อเสนอแนะ

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยศึกษาเรื่องเพื่อนบ้านซึ่งเพื่อนบ้านทั้งที่ดีและไม่ดีจะส่งผลต่อการอยู่อาศัย ร่วมกันในสังคม ผู้วิจัยจึงเห็นว่าความรักแบบอกาเป้ (agape) แสดงออกถึงการรักเพื่อนบ้านตาม ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสามารถชักนําให้คนในสังคมปฏิบัติต่อกันได้โดยใช้การ สื่อสาร การตีความให้เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงตามคําสอนเรื่องการรักเพื่อน หากมีการศึกษา ครั้งต่อไปผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไปคือ 

  1. การวิจัยอรรถปริวรรตการรักเพื่อนบ้านในศาสนาต่าง ๆ ตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง
  2. อรรถปริวรรตการรักเพื่อนบ้านของนักเรียนในโรงเรียนตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง 

เอกสารอ้างอิง

  • กีรติ บุญเจือ. (2560ก), ปรัชญาหลังนวยุค. กรุงเทพมหานคร: ดวงกมล 
  • ___________. (2560ข), ปรัชญาอรรถปริวรรตในปรัชญา ศาสนาและจริยศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา 
  • จิรโชค วีระสย. (2562), ปรัชญาเชิงศาสตร์Vการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมและการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์, เรียกใช้เมื่อ 28 มกราคม 2563 จาก http://www.phd.ru.ac.th. เอกสารประกอบการบรรยายวิชาขอบเขตและวิธีการศึกษา9902. 
  • พระครูปริยัติกิจจาภิรม (กระจาย รวิวรรณโณ), ฟื้น ดอกบัว และสวัสดิ์ อโณทัย. (2568), การประยุกต์ใช้อรรถปริวรรตของพุทธทาสภิกขุในแนวทางการเสริมสร้างพหุนิยมทางศาสนาในสังคมไทยปัจจุบันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 5(6): 68-77. 
  • สมาคมพระคริสตธรรมไทย.(2554), พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน2011. กรุงเทพมหานคร: สมาคมพระคริสตธรรมไทย. 
  • ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์. (2008), หลักการตีความหมายพระคัมภีร์และการประยุกต์ใช้อย่างถูกต้อง. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ: สถาบันคริสเตียนศึกษาและพัฒนาคริสตจักร, 
  • Bunchua, K. (2014). 84,000 Dhamma khandhas are for school, not for educators. SSRU Graduat Studies Journal, 7(1): 1-14. 
  • David, N. F. (1992). The Anchor Bible Dictionary volume4 K-N. New York: Doubleday. 
  • Dodd, C.H. (1961). The parable of the kingdom. New York: Charles Scribner’s Sons. 
  • Greenfield, E.A., Reyes, L. (2015). Continuity and change in relationships with neighbors: Implications for psychological well-being in middle and later life. J Gerontol B Psychol Sci Soc Sci. 2015; 70(4): 607-618. 
  • Hunter, A. M. (1960). Interpreting the Parable. Philadelphia: The Westminster press. 
  • O’Campo, P., Wheaton, B., Nisenbaum, R., Glazier, R.H., Dunn, J.R. and Chambers, C. (2015). The neighbourhood effects on health and well-being (NEHW) study. Health&Place 31: 65-74. 

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ 80 ปี BIT (The Beginning of A New Normal) หน้า 68-75

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save