ภาวะเป็นสุขและพันธกิจมิชชั่น

(Wellness and Missions) ในศตวรรษที่ 21 คนส่วนใหญ่สนใจในเรื่องภาวะเป็นสุข (wellness) ภาวะเป็นสุข หมายถึง คุณภาพหรือการมีชีวิตที่ดี โดยเฉพาะในด้านเป้าหมายที่ตนเองได้กําหนดไว้1 วิสัยทัศน์ของภาวะเป็นสุข (wellness vision) คือ การอธิบายถึงสภาพที่ดีที่สุดของตนเอง ซึ่งชี้ถึงสิ่งที่ตนปรารถนาที่แท้จริงและวิธีการดําเนินชีวิตที่ดีเลิศของตนเอง วิสัยทัศน์นี้รวมถึงพฤติกรรม การกระทํา จุดเด่น ความรู้สึก ค่านิยมและความสัมพันธ์2 หนึ่งวิธีของภาวะเป็นสุขคือการรักษาสุขภาพเพื่อจะบรรลุถึงเป้าหมายนี้ เช่น การทานอาหารที่ปลอดสารพิษ ออกกําลังกาย ดูแลตัวเองด้วยการทํากิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ช่วง COVID-19 ทุกคนดูแลตนเองด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคม สวมใส่หน้ากาก และใช้เจลแอลกอฮอล์ เป็นต้น ในเรื่องของพันธกิจมิชชั่นหรือมิชชันนารีก็มีประเด็นต่าง ๆ ที่ทําให้มีภาวะเป็นสุขเช่นเดียวกัน ภาวะเป็นสุขกับมิชชั่นมีหลายด้าน บทความนี้จะบรรยายสั้น ๆ เกี่ยวกับภาวะเป็นสุขกับมิชชั่นด้านกรอบของพันธกิจมิชชั่น กระบวนทัศน์ใหม่ ตัวมิชชันนารี องค์ประกอบ ชีวิตมิชชั่น ระบบการศึกษา การบุกเบิกคริสตจักร และพันธกิจในคริสตจักร เมื่อบรรยายถึงพันธกิจมิชชั่น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ กรอบของพันธกิจมิชชั่นคือ M1, M2, M3 และ […]

แนะนําบุคลากร (2020)

อาจารย์อนุสรณ์ คชเกร็ง, หัวหน้าวิชาภาษาอังกฤษ/เจ้าหน้าที่สนับสนุนฝ่ายวิชาการ การศึกษา ปริญญาโท M.Ed. (Educational Administration) มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  ปริญญาตรี B.A. (English) มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ประสบการณ์ทำงาน ก่อนที่จะมารับใช้ที่บีไอที ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ร่วมรับใช้พระเจ้ากับองค์กรคริสเตียนที่ทํางานเกี่ยวกับด้านการค้ามนุษย์ (human trafficking) ในกรุงเทพฯ โดยทําหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตร่วมกับเพื่อน ๆ ที่เป็นมิชชันนารีทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มีหัวใจในการช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง จากนั้นก็มีโอกาสได้ไปทํางานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นที่ อําเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ในด้านการพัฒนาชีวิตเด็กและเยาวชนโดยใช้การศึกษาและกิจกรรมต่าง ๆ เป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนาชีวิตและประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า จากนั้นพระเจ้าก็นําให้กลับมาที่กรุงเทพและมาสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพราะส่วนตัวอยากจะเข้าไปมีโอกาสสอนในโรงเรียนรัฐบาลสักช่วงหนึ่ง เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรียนรู้ ระบบการศึกษาของภาครัฐ และเพื่อใช้ชีวิตเป็นแบบอย่างในความเป็นคริสเตียนให้กับนักเรียน ได้เห็นนอกจากการสอนวิชาการแล้ว ข้าพเจ้าสอนที่นี่อยู่เป็นเวลา 4 ปี เพราะรู้ตัวเองว่าถึงเวลาแล้วที่จะกลับมารับใช้พระเจ้าในองค์กรคริสเตียน รับใช้พระเจ้ากับบีโอที โดยส่วนตัวนั้นไม่เคยคาดคิดว่าพระเจ้าจะนําให้มีโอกาสได้รับใช้ที่บีไอที ธรรมชาติในการทํางาน ของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าชอบสอนและสร้างเยาวชนผ่านทางการใช้เวลากับพวกเขาและครอบครัว โดยเมื่อเริ่มอธิษฐานถึงการกลับมาทํางานในองค์กรคริสเตียน พระเจ้าก็เริ่มนําชัดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาสอนและสร้างผู้ที่จะออกไปเป็นผู้นําคริสตจักรในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ารักและมีภาระใจ จึงได้ตัดสินใจที่ร่วมรับใช้ฯ เป็นเวลาที่สําคัญที่เฝ้าดูเมล็ดพืชที่งอกขึ้นอย่างลับ ๆ ในแผ่นดินของพระเจ้า (มาระโก 4:26-29) […]

รับการทรงเรียกให้ถวายตัวรับใช้พระเจ้าเต็มเวลา

วินัย แซ่โซ่ง, นักศึกษาระดับโท (M.Div.), รักษาการศิษยาภิบาลคริสตจักรมังกรุงเทพ ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวคริสเตียน เป็นเด็กในความอุปการะของมูลนิธิดรุณาทร (Compassion Thailand) ได้เรียนรู้เรื่องของพระเจ้าตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่กว่าจะเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของการกลับใจมาเป็นคริสเตียน และได้ตัดสินใจติดตามพระเจ้าด้วยความตั้งใจของตนเองก็เมื่อตอนอายุ 13 ปี เนื่องจากพ่อแม่ผมมีลูกทั้งหมด 7 คน ทําให้มีความจํากัดในการส่งเสียลูก ๆ ทุกคนให้ได้เรียน หนังสือแม้พวกเขาจะเห็นความสําคัญแค่ไหนก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่สิ้นความพยายาม พ่อแม่ผมส่งลูก ๆ ไปอยู่หอพักคริสเตียนที่ให้ความช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเรียนหนังสือ แม้พวกเราหลายคนจะต้องอยู่ห่างกันไกลคนละจังหวัดเป็นเวลาหลายปีก็ตาม ผมได้ไปอยู่ที่หอพักอิมมานูเอล จังหวัดอํานาจเจริญ และที่นั่นเองผมได้เรียนรู้เรื่องของพระเจ้าอย่างจริงจังจากศาสนาจารย์รจนา โพธิ์ไทร ซึ่งเป็นผู้ดูแลหอพักในเวลานั้น สิ่งที่ทําให้ผมตัดสินใจเชื่อในพระเยซูคริสต์คือ พระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมได้ ผมเป็นเด็กขี้ขโมยตั้งแต่เด็ก เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน และการขโมยคือทางเดียวที่จะทําให้ผมมีในสิ่งที่ผมอยากได้ ผลการเรียนก็ต่ํามากเพราะผมขี้เกียจอ่านหนังสือและทําการบ้าน เมื่อต้องสอบเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จังหวัดอํานาจเจริญ ผมสอบได้ห้องรวมเด็กที่ได้คะแนนแย่ที่สุด มิหนําซ้ําผมยังถูกล้อเลียนอยู่เสมอว่าผมเป็นชาวเขา ผลการเรียนของผมตกต่ํามากจนทําให้รู้สึกว่า ผมเป็นคนโง่เหลือเกินและผมไม่อยากอยู่ในสภาพอย่างนั้นอีกแล้ว ผมขอให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของผม แล้วพระองค์ก็ไม่ละเลยคําทูลขอของผม การเรียนของผมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คําล้อเลียนจากเพื่อน ๆ ก็ลดลงและหายไป แม้จุดเริ่มต้นที่ทําให้ผมตัดสินใจเชื่อพระเจ้านั้นจะมาจากความคาดหวังที่ว่าอยากให้พระองค์เปลี่ยนชีวิตของผมให้ดีขึ้น แต่เมื่อได้เรียนรู้จักพระเจ้ามากขึ้น ผมก็ได้เข้าใจจริง ๆ […]

สุขภาวะของคริสเตียนจากพระธรรมวิวรณ์

Wellness in Revelation สุขภาวะ เป็นหัวข้อยอดนิยมในสังคมปัจจุบัน ยุคที่หลายคนเริ่มตื่นตัวกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยองค์รวม เป้าหมายชีวิตไม่ใช่เพียงการทํางานหนักสะสมเงินทองเท่านั้น แต่ควรเป็นการใช้ชีวิตอย่างสมดุลที่ทําสู่ความสุขแท้หรือการมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม ความมั่นคงโดยรวม1 เรื่องการมีความสุขอย่างสมดุลนี้ พระธรรมวิวรณ์มีคําสอนหรือบทเรียนอะไรให้กับผู้เชื่อด้วยหรือ? หากดูอย่างผิวเผินแล้ว หลายคนอาจคิดว่าพระธรรมวิวรณ์ไม่น่าจะสอนเรื่องความสุขอย่างสมดุลได้ เพราะมีเนื้อหาที่เต็มไปด้วยนิมิตที่น่ากลัว เช่น แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ลูกไฟใหญ่ตกจากฟ้า น้ําทะเลกลายเป็นเลือด ภัยจากตกแตนที่ทรมานคนสงครามครั้งใหญ่ มหานครถูกทําลายภายในหนึ่งชั่วโมง เป็นต้น นิมิตที่น่ากลัวเหล่านี้น่าจะทําให้ผู้อ่านมีความทุกข์มากกว่าความสุข หรือวิวรณ์มีถ้อยคําแห่งการพิพากษาลงโทษมากกว่าคําหนุนใจหรือพระพร นิมิตเหล่านี้จะนําสู่พระพรหรือความสุขได้อย่างไร? แท้จริงแล้ว พระธรรมวิวรณ์ไม่ได้นําเสนอแต่ภาพน่ากลัวหรือเป็นนิมิตแห่งการทําลายล้างเท่านั้น แต่มีถ้อยคําหนุนน้ําใจด้วย โดยจุดประสงค์หลักของหนังสือเล่มนี้กลับเป็นหนังสือหนุนใจให้ผู้อ่านตระหนักถึงพระพรหรือความสุขแท้ที่มาจากพระเจ้า วิวรณ์ได้หนุนใจผู้อ่านตั้งแต่ต้นว่า “ความสุขมีแก่ผู้ที่อ่านและแก่บรรดาผู้ที่ฟังคําเผยพระวจนะ แล้วประพฤติตามสิ่งต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในนั้น เพราะว่าเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว” (วว.1:3) ตอนท้ายของพระธรรมวิวรณ์ยังหนุนใจด้วยว่า “นี่แน่ะ เราจะมาในเร็วๆ นี้ ความสุขมีแก่คนที่ถือรักษาคําพยากรณ์ในหนังสือนี้” (วว.22:7) หากวิวรณ์ มีถ้อยคําหนุนใจให้ผู้อ่านจะได้รับความสุขหรือพระพร (ไม่ได้เน้นการทําลายหรือคําสาปแช่งผู้อ่าน) แต่เหตุใดวิวรณ์จึงมีเนื้อหาที่น่ากลัว ภัยพิบัติ สงคราม การพิพากษาโทษและการทําลาย ความสุขในวิวรณ์หมายถึงอะไร? นิมิตเรื่องการทําลายมีประโยชน์อย่างไร? เราจะได้รับความสุข ตามที่วิวรณ์สัญญาไว้ได้อย่างไร? […]

ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดี ในประวัติศาสตร์คริสตจักร

Spiritual Wellness Period in Church History ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีในประวัติศาสตร์คริสตจักรคือช่วงใด? คือ ช่วงการปฏิรูปศาสนา เพราะได้มีการกําหนดมาตรฐานของพระวจนะของพระเจ้าสําหรับความเชื่อของเรา เป็นช่วงเวลาที่มีเสรีภาพในการประกาศข่าวประเสริฐ และงานด้านมิชชั่นต่าง ๆ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีในประวัติศาสตร์คริสตจักร คือ ช่วงคริสตจักรยุคแรก ภายหลังจากการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู ประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรกจึงได้เริ่มขึ้น คือ ช่วง ค.ศ.30 ถึง ค.ศ.590 (ประวัติศาสตร์คริสตจักรแบ่งออกเป็น 4 ยุค) โดยมากแล้ว ประวัติศาสตร์คริสตจักรในยุคแรกจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนและหลังการออกพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนติน (Emperor Constantine) ในปี ค.ศ. 313 หลังจากพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนติน ศาสนาคริสต์ได้มีเสรีภาพทางจากศาสนาจากจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ซึ่งในช่วงก่อนพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) […]

สุขภาวะกับชีวิตสาวก

พระธรรมยอห์น 21:15-19 สิ่งที่ทุกคนปรารถนา คือเรื่องความสุขที่สมดุล (หรือสุขภาวะ) ซึ่งหมายถึงความสุขจากการมี สุขภาพดีทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ด้านความมั่นคงทางอารมณ์ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ ความสุขเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา รวมถึงสาวกของพระเยซูด้วย “สุขภาวะกับชีวิตสาวก” เราอาจรู้สึกประหลาดใจกับบางคําสอนที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัส เช่น “ถ้าผู้ใดใครตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มัทธิว 16:24) ดูเหมือนผู้ติดตามพระเยซูกลับต้องรับความเจ็บปวด (แบกกางเขน) หรือพระเยซูเคยตรัสกับ สาวกที่ต้องการติดตามพระเยซูว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มี ที่ที่จะวางศีรษะ” (มัทธิว 8:20) เหมือนกําลังเตือนผู้ที่จะติตตามพระองค์ว่า จะพบกับความลําบาก ยังจะตามพระองค์อยู่ไหม? มองผิวเผิน เหมือนว่าพระเยซูไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาวะของสาวก (ความสุขของสาวก) สักเท่าไหร่ แต่แท้จริงไม่ใช่พระเยซูไม่อยากให้เรามีความสุขความสบาย แต่สิ่งที่สําคัญกว่าคือ การกลับสู่สุขภาวะที่แท้จริงและยั่งยืนกว่า คือการให้เรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าแล้วถึงนําเรากลับไปสู่สุขภาวะที่สมดุลอย่างแท้จริง พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูสนทนากับเปโตรเพื่อนําให้เปโตรกลับสู่ความสัมพันธ์ ที่ถูกต้องกับพระองค์ หลังจากที่เขาได้ปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง ความรู้สึกต่าง ๆ ก็เข้ามาในชีวิต เขาร้องให้เป็นทุกข์อย่างมาก เขาคงรู้สึกแย่กับตัวเอง รู้สึกเสียใจ […]

การสอนที่ดีที่ครบวงจร

Teaching Wellness คือการสอนที่ดีที่ครบวงจร คือการสอนมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผู้เรียน “เป็นสาวก” มีชีวิตที่ “เปลี่ยนแปลงและเติบโต” เป็น “ผู้ใหญ่ในพระคริสต์” “รับใช้ถวายเกียรติแด่ พระเจ้า” เป็นชีวิตที่มีเปลี่ยนแปลงและเติบโตทั้ง… Head (พุทธิพิสัย/ความรู้ ความเข้าใจ/ทัศนคติที่ถูกต้องตามพระวจนะพระเจ้า) Heart (เจตพิสัย/ความรู้สึก /ความปรารถนา/ค่านิยมที่ถูกต้องตามพระทัยพระเจ้า) Hand (ปฏิบัติพิสัย/ความประพฤติ/การกระทําตามพระทัยพระเจ้า) ในการสอนให้เกิด wellness ผู้สอนสามารถใช้หลักการสอนต่าง ๆ ช่วยให้ผู้เรียนได้พบความจริง ด้วยตัวเอง ให้ความเข้าใจในความจริงนั้นนําเขาไปสู่การกระทํา เราสามารถจัด “หลักการสอน” ใหญ่ๆ เป็น 6 หลัก ดังนี้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม (Participation) ให้ผู้เรียนได้ค้นพบด้วยตัวเอง (Self Discovery) ใช้เรื่องเล่า (Story) ให้คิดรวบยอด Concept) ใช้คําถาม (Question) ใช้ภาพพจน์เปรียบเทียบ (Analogy) เราสามารถเห็นทั้งเป้าหมายและหลักการสอนนี้จากพระเยซูคริสต์ ในลูกา 10:25-36 พระองค์ให้ “ผู้เรียนมีส่วนร่วม พระองค์ถาม-ตอบ อภิปราย คุยกัน […]

สุขภาวะพระคริสตธรรมในอุดมคติ

เราอาจจําแนกการฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้พระเจ้าในสถาบันพระคริสตธรรมออกได้เป็น 3 ส่วน คือ การพัฒนาด้านวิชาการ (Academic development) การพัฒนาด้านทักษะความสามารถ (Skill development) และการพัฒนาด้านชีวิตจิตวิญญาณ (Spiritual development) ทุกด้านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสําคัญต่อการรับใช้ การเติบโต และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลังจากสําเร็จการศึกษาแล้ว แต่การพัฒนาทั้งหมดนี้ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่พวกเขายังเป็นนักศึกษาอยู่ การฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้ในองค์รวมเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาสามารถเกิดผลในระยะยาวเป็น กระบวนการที่ไม่สามารถเร่งรัดมากเกินไปได้ โมเสสใช้เวลาถึง 80 ปีก่อนที่ท่านจะพร้อมสําหรับ ภารกิจที่มีระยะเวลา 40 ปี พระเยซูทรงใช้เวลากว่า 30 ปีก่อนที่พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจ นาน 3 ปีเศษ บรรดาอัครทูตผ่านการฝึกฝนอบรมจากองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาอย่างใกล้ชิด เป็นเวลาราว 3 ปีก่อนที่พวกเขาจะสามารถนําคริสตจักรที่ถือกําเนิดใหม่ได้ ถ้าหากเราปลูกถั่วงอก เราจะสามารถเห็นผลได้ในเวลาชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลระยะสั้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเราปลูก ต้นมะม่วง เราต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเห็นผล แต่เป็นผลต่อเนื่องติดต่อยาวนานเป็นปี ๆ การเร่งรัดเวลาในการฝึกฝนพัฒนามากเกินไป จึงอาจเปรียบได้เหมือนกับสิ่งที่เด็กในนิทานสอนใจ เรื่องหนึ่งทํา เขาเห็นว่าต้นข้าวที่พ่อปลูกไว้โตช้ามาก หลายวันแล้วยังมองไม่ชัดว่าโตแค่ไหน ดังนั้น ในเวลาบ่ายคล้อยเขาจึงลอบเข้าไปในที่นา และดึงต้นข้าวแต่ละต้นให้สูงขึ้น แต่แทนที่ต้นข้าวจะโต เร็วขึ้น […]