อบอุ่นใจกับการฝึกรับใช้ในบีไอที

นาแฮ ลาหู่, นักศึกษาระดับปริญญาตรี ปี 2 “แม้ว่าเติบโตในครอบครัวคริสเตียน แต่ดิฉันก็ไม่ได้เชื่อพระเจ้าเลย” ด้วยใจที่แข็งกระด้าง ดื้อรั้นและไม่เชื่อฟัง ทําให้พ่อแม่เสียใจอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่มี ความสุขในชีวิต จนกระทั่งเมื่ออายุ 8 ขวบ ขาข้างขวาของดิฉันเกิดการอักเสบ อาการหนักจนต้องใช้มือพยุงขาแล้วเดิน รู้สึกลําบากและทุกข์ใจเป็นอย่างมาก คิดว่าตนเองต้องพิการตั้งแต่วัยเด็ก พ่อแม่พยายามหาวิธีรักษาทั้งในโรงพยาบาลและใช้หลาย ๆ วิธีอาการก็ไม่ดีขึ้น ในที่สุดมีอาจารย์ท่านหนึ่งพาดิฉันไปรักษาที่โรงพยาบาลคริสเตียนในจังหวัดเชียงราย ก่อนทําการผ่าตัดฉันเห็นหมอ พยาบาล อาจารย์และพ่อแม่ ยืนล้อมรอบเตียงอธิษฐานเผื่อฉัน ฉันจึงเริ่มพูดกับพระเยซูคริสต์ในใจว่า “ถ้าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงและสามารถรักษาโรคของฉันให้หายได้ ฉันก็จะถวายชีวิต รับใช้พระเจ้าตลอดไป” หลังจากนั้นโรคนั้นก็ได้รับการรักษาให้หายอย่างน่าอัศจรรย์ ขอบคุณพระเจ้า! จากนั้นชีวิตของฉันก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เริ่มตั้งใจกับการเข้าโบสถ์นมัสการพระเจ้า เชื่อฟัง พ่อแม่มากขึ้น และเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในคริสตจักร ครั้งหนึ่งเมื่อได้ร่วมค่ายคริสเตียน ฉันจึงเข้าใจว่า แท้จริงแล้วพระเยซูคริสต์ทรงรักฉันมาก พระองค์ทรงรักฉันในขณะที่ฉันยังเป็นคนบาป และทรงสิ้นพระชนม์ที่บนไม้กางเขนเพื่อความบาปของฉัน ดิฉันจึงตัดสินใจต้อนรับพระเยซูเข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิต และรับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ จิตใจของฉันก็เต็มไปด้วยสันติสุขและความชื่นชมยินดีที่มาจากพระเจ้า มีความหวังในพระเยซูคริสต์ ชีวิตของฉันได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าอย่างแท้จริง จากจิตใจที่แข็งกระด้างให้เป็นคนมีจิตใจที่อ่อนโยน จากนั้นฉันมีความกระตือรือร้นที่จะรับใช้พระเจ้ามากขึ้น เริ่มเป็นพยานในคริสตจักร และร่วมรับใช้ สอนรวีฯ […]

สุขภาวะพระคริสตธรรมในอุดมคติ

เราอาจจําแนกการฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้พระเจ้าในสถาบันพระคริสตธรรมออกได้เป็น 3 ส่วน คือ การพัฒนาด้านวิชาการ (Academic development) การพัฒนาด้านทักษะความสามารถ (Skill development) และการพัฒนาด้านชีวิตจิตวิญญาณ (Spiritual development) ทุกด้านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสําคัญต่อการรับใช้ การเติบโต และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลังจากสําเร็จการศึกษาแล้ว แต่การพัฒนาทั้งหมดนี้ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่พวกเขายังเป็นนักศึกษาอยู่ การฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้ในองค์รวมเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาสามารถเกิดผลในระยะยาวเป็น กระบวนการที่ไม่สามารถเร่งรัดมากเกินไปได้ โมเสสใช้เวลาถึง 80 ปีก่อนที่ท่านจะพร้อมสําหรับ ภารกิจที่มีระยะเวลา 40 ปี พระเยซูทรงใช้เวลากว่า 30 ปีก่อนที่พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจ นาน 3 ปีเศษ บรรดาอัครทูตผ่านการฝึกฝนอบรมจากองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาอย่างใกล้ชิด เป็นเวลาราว 3 ปีก่อนที่พวกเขาจะสามารถนําคริสตจักรที่ถือกําเนิดใหม่ได้ ถ้าหากเราปลูกถั่วงอก เราจะสามารถเห็นผลได้ในเวลาชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลระยะสั้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเราปลูก ต้นมะม่วง เราต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเห็นผล แต่เป็นผลต่อเนื่องติดต่อยาวนานเป็นปี ๆ การเร่งรัดเวลาในการฝึกฝนพัฒนามากเกินไป จึงอาจเปรียบได้เหมือนกับสิ่งที่เด็กในนิทานสอนใจ เรื่องหนึ่งทํา เขาเห็นว่าต้นข้าวที่พ่อปลูกไว้โตช้ามาก หลายวันแล้วยังมองไม่ชัดว่าโตแค่ไหน ดังนั้น ในเวลาบ่ายคล้อยเขาจึงลอบเข้าไปในที่นา และดึงต้นข้าวแต่ละต้นให้สูงขึ้น แต่แทนที่ต้นข้าวจะโต เร็วขึ้น […]

[2019-03-14] การบรรยาย “การเสริมบุคลิกภาพของในการเป็นผู้รับใช้พระเจ้า” โดย ศจ.จิรยุทธ วจนะถาวรชัย

ในวันที่ 14 มี.ค. 2019 สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ ได้เชิญวิทยากรพิเศษมาบรรยายให้ความรู้กับนักศึกษาในหัวข้อ “การเสริมบุคลิกภาพของในการเป็นผู้รับใช้พระเจ้า” โดย ศจ.จิรยุทธ วจนะถาวรชัย นอกจากการบรรยายแล้วก็มีการนมัสการพระเจ้าร่วมกันก่อนที่การบรรยายจะเริ่มขึ้น ซึ่งบรรยากาศในกิจกรรมเต็มไปด้วยความสนุกสนาน นักศึกษาได้ความรู้จากวิทยากรในเรื่อง การเสริมบุคลิกภาพ มารยาททางสังคม การวางตัวในสังคมที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางและเป็นประโยชน์กับนักศึกษาในการเตรียมตัวเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่กำลังจะออกไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ในอนาคต