สุขภาวะของคริสเตียนจากพระธรรมวิวรณ์

Wellness in Revelation สุขภาวะ เป็นหัวข้อยอดนิยมในสังคมปัจจุบัน ยุคที่หลายคนเริ่มตื่นตัวกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยองค์รวม เป้าหมายชีวิตไม่ใช่เพียงการทํางานหนักสะสมเงินทองเท่านั้น แต่ควรเป็นการใช้ชีวิตอย่างสมดุลที่ทําสู่ความสุขแท้หรือการมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม ความมั่นคงโดยรวม1 เรื่องการมีความสุขอย่างสมดุลนี้ พระธรรมวิวรณ์มีคําสอนหรือบทเรียนอะไรให้กับผู้เชื่อด้วยหรือ? หากดูอย่างผิวเผินแล้ว หลายคนอาจคิดว่าพระธรรมวิวรณ์ไม่น่าจะสอนเรื่องความสุขอย่างสมดุลได้ เพราะมีเนื้อหาที่เต็มไปด้วยนิมิตที่น่ากลัว เช่น แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ลูกไฟใหญ่ตกจากฟ้า น้ําทะเลกลายเป็นเลือด ภัยจากตกแตนที่ทรมานคนสงครามครั้งใหญ่ มหานครถูกทําลายภายในหนึ่งชั่วโมง เป็นต้น นิมิตที่น่ากลัวเหล่านี้น่าจะทําให้ผู้อ่านมีความทุกข์มากกว่าความสุข หรือวิวรณ์มีถ้อยคําแห่งการพิพากษาลงโทษมากกว่าคําหนุนใจหรือพระพร นิมิตเหล่านี้จะนําสู่พระพรหรือความสุขได้อย่างไร? แท้จริงแล้ว พระธรรมวิวรณ์ไม่ได้นําเสนอแต่ภาพน่ากลัวหรือเป็นนิมิตแห่งการทําลายล้างเท่านั้น แต่มีถ้อยคําหนุนน้ําใจด้วย โดยจุดประสงค์หลักของหนังสือเล่มนี้กลับเป็นหนังสือหนุนใจให้ผู้อ่านตระหนักถึงพระพรหรือความสุขแท้ที่มาจากพระเจ้า วิวรณ์ได้หนุนใจผู้อ่านตั้งแต่ต้นว่า “ความสุขมีแก่ผู้ที่อ่านและแก่บรรดาผู้ที่ฟังคําเผยพระวจนะ แล้วประพฤติตามสิ่งต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในนั้น เพราะว่าเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว” (วว.1:3) ตอนท้ายของพระธรรมวิวรณ์ยังหนุนใจด้วยว่า “นี่แน่ะ เราจะมาในเร็วๆ นี้ ความสุขมีแก่คนที่ถือรักษาคําพยากรณ์ในหนังสือนี้” (วว.22:7) หากวิวรณ์ มีถ้อยคําหนุนใจให้ผู้อ่านจะได้รับความสุขหรือพระพร (ไม่ได้เน้นการทําลายหรือคําสาปแช่งผู้อ่าน) แต่เหตุใดวิวรณ์จึงมีเนื้อหาที่น่ากลัว ภัยพิบัติ สงคราม การพิพากษาโทษและการทําลาย ความสุขในวิวรณ์หมายถึงอะไร? นิมิตเรื่องการทําลายมีประโยชน์อย่างไร? เราจะได้รับความสุข ตามที่วิวรณ์สัญญาไว้ได้อย่างไร? […]

ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดี ในประวัติศาสตร์คริสตจักร

Spiritual Wellness Period in Church History ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีในประวัติศาสตร์คริสตจักรคือช่วงใด? คือ ช่วงการปฏิรูปศาสนา เพราะได้มีการกําหนดมาตรฐานของพระวจนะของพระเจ้าสําหรับความเชื่อของเรา เป็นช่วงเวลาที่มีเสรีภาพในการประกาศข่าวประเสริฐ และงานด้านมิชชั่นต่าง ๆ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า ช่วงเวลาที่มีสุขภาวะฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีในประวัติศาสตร์คริสตจักร คือ ช่วงคริสตจักรยุคแรก ภายหลังจากการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู ประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรกจึงได้เริ่มขึ้น คือ ช่วง ค.ศ.30 ถึง ค.ศ.590 (ประวัติศาสตร์คริสตจักรแบ่งออกเป็น 4 ยุค) โดยมากแล้ว ประวัติศาสตร์คริสตจักรในยุคแรกจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนและหลังการออกพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนติน (Emperor Constantine) ในปี ค.ศ. 313 หลังจากพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) ของจักรพรรดิคอนสแตนติน ศาสนาคริสต์ได้มีเสรีภาพทางจากศาสนาจากจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) ซึ่งในช่วงก่อนพระราชกฤษฎีกามิลาน (Edict of Milan) […]

สุขภาวะกับชีวิตสาวก

พระธรรมยอห์น 21:15-19 สิ่งที่ทุกคนปรารถนา คือเรื่องความสุขที่สมดุล (หรือสุขภาวะ) ซึ่งหมายถึงความสุขจากการมี สุขภาพดีทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ด้านความมั่นคงทางอารมณ์ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ ความสุขเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา รวมถึงสาวกของพระเยซูด้วย “สุขภาวะกับชีวิตสาวก” เราอาจรู้สึกประหลาดใจกับบางคําสอนที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัส เช่น “ถ้าผู้ใดใครตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา” (มัทธิว 16:24) ดูเหมือนผู้ติดตามพระเยซูกลับต้องรับความเจ็บปวด (แบกกางเขน) หรือพระเยซูเคยตรัสกับ สาวกที่ต้องการติดตามพระเยซูว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มี ที่ที่จะวางศีรษะ” (มัทธิว 8:20) เหมือนกําลังเตือนผู้ที่จะติตตามพระองค์ว่า จะพบกับความลําบาก ยังจะตามพระองค์อยู่ไหม? มองผิวเผิน เหมือนว่าพระเยซูไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาวะของสาวก (ความสุขของสาวก) สักเท่าไหร่ แต่แท้จริงไม่ใช่พระเยซูไม่อยากให้เรามีความสุขความสบาย แต่สิ่งที่สําคัญกว่าคือ การกลับสู่สุขภาวะที่แท้จริงและยั่งยืนกว่า คือการให้เรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าแล้วถึงนําเรากลับไปสู่สุขภาวะที่สมดุลอย่างแท้จริง พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูสนทนากับเปโตรเพื่อนําให้เปโตรกลับสู่ความสัมพันธ์ ที่ถูกต้องกับพระองค์ หลังจากที่เขาได้ปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง ความรู้สึกต่าง ๆ ก็เข้ามาในชีวิต เขาร้องให้เป็นทุกข์อย่างมาก เขาคงรู้สึกแย่กับตัวเอง รู้สึกเสียใจ […]

สุขภาวะพระคริสตธรรมในอุดมคติ

เราอาจจําแนกการฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้พระเจ้าในสถาบันพระคริสตธรรมออกได้เป็น 3 ส่วน คือ การพัฒนาด้านวิชาการ (Academic development) การพัฒนาด้านทักษะความสามารถ (Skill development) และการพัฒนาด้านชีวิตจิตวิญญาณ (Spiritual development) ทุกด้านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสําคัญต่อการรับใช้ การเติบโต และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลังจากสําเร็จการศึกษาแล้ว แต่การพัฒนาทั้งหมดนี้ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่พวกเขายังเป็นนักศึกษาอยู่ การฝึกฝนพัฒนาผู้รับใช้ในองค์รวมเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาสามารถเกิดผลในระยะยาวเป็น กระบวนการที่ไม่สามารถเร่งรัดมากเกินไปได้ โมเสสใช้เวลาถึง 80 ปีก่อนที่ท่านจะพร้อมสําหรับ ภารกิจที่มีระยะเวลา 40 ปี พระเยซูทรงใช้เวลากว่า 30 ปีก่อนที่พระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจ นาน 3 ปีเศษ บรรดาอัครทูตผ่านการฝึกฝนอบรมจากองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาอย่างใกล้ชิด เป็นเวลาราว 3 ปีก่อนที่พวกเขาจะสามารถนําคริสตจักรที่ถือกําเนิดใหม่ได้ ถ้าหากเราปลูกถั่วงอก เราจะสามารถเห็นผลได้ในเวลาชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลระยะสั้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ถ้าเราปลูก ต้นมะม่วง เราต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเห็นผล แต่เป็นผลต่อเนื่องติดต่อยาวนานเป็นปี ๆ การเร่งรัดเวลาในการฝึกฝนพัฒนามากเกินไป จึงอาจเปรียบได้เหมือนกับสิ่งที่เด็กในนิทานสอนใจ เรื่องหนึ่งทํา เขาเห็นว่าต้นข้าวที่พ่อปลูกไว้โตช้ามาก หลายวันแล้วยังมองไม่ชัดว่าโตแค่ไหน ดังนั้น ในเวลาบ่ายคล้อยเขาจึงลอบเข้าไปในที่นา และดึงต้นข้าวแต่ละต้นให้สูงขึ้น แต่แทนที่ต้นข้าวจะโต เร็วขึ้น […]